CEO ทั่วโลกพร้อมเปิดรับ ESG – เปลี่ยนโมเดลธุรกิจสู่กลยุทธ์ความยั่งยืน 

รูป CEO ทั่วโลกพร้อมเปิดรับ ESG – เปลี่ยนโมเดลธุรกิจสู่กลยุทธ์ความยั่งยืน 

efinAI


PWC ชี้ผลสำรวจของCEO ทั่วโลก และซีอีโอองค์กรไทย เชื่อเข้าสู่ยุคปรับโมเดลธุรกิจสู่ความยั่งยืน จาก 3 แรงกดดันเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่Ecosystem ใหม่  เผยกติกาโลกใหม่ ส่งผลทำให้ SET 50 เป็นหัวขบวนปรับซัพพลายเชนสู่การลดคาร์บอน ขยายสู่ SET 100 และซัพพลายเชน เปลี่ยนESG หลักเกณฑ์ธุรกิจใหม่ วางกลยุทธ์โมเดลธุรกิจแห่งอนาคต เผย Green Finance คือ กลไกหลักพลิกโฉมใหม่ประเทศไทยในอีก 3-5 ปีข้างหน้า 

3 แรงสั่นสะเทือนที่บังคับให้ธุรกิจต้องปรับโมเดล

ชยาธร ฉันท์เรืองวณิชย์ Partner Assurance P​r​i​c​e​w​a​t​e​r​h​o​u​s​e​C​o​o​p​e​r​s ABAS เปิดมุมมองถึงโลกใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม อยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบทั้งขบวน โดยผลสำรวจ CEO Survey ของ PwC ในสิ้นปีที่ผ่านมาพบว่าประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) มากกว่าครึ่งเห็นตรงกันว่ารูปแบบธุรกิจนั้นเปลี่ยนไป ดังนั้นหากยังทำธุรกิจแบบเดิม จะมีผลในอีก 10 ปีข้างหน้า ไม่สามารถประคองธุรกิจให้อยู่รอดได้ นี่คือเหตุผลที่กดดันให้องค์กรธุรกิจจำนวนมากจำเป็นต้องเริ่มคิดใหม่ ไม่ใช่แค่ปรับเล็กน้อย แต่ต้องปรับในระดับโมเดลธุรกิจ

ผ่าน 3 ปัจจัยที่ส่งผลรุนแรงทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว คือ

1. Geopolitics (ภูมิรัฐศาสตร์) แม้ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นภายในพื้นที่ห่างไกล แต่ส่งผลสะเทือนไปยังกลุ่มผู้ผลิตสินค้าตลอดห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ที่จะได้รับผลกระทบด้านต้นทุนสูงขึ้น จนส่งผลไปถึงความเชื่อมั่นของตลาด

2. ความยั่งยืน (Sustainability) ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวพันแค่เพียงด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับความเสียหายรุนแรงและทรัพยากรร่อยหรอ แต่นำไปสู่การออกกฎระเบียบทางการค้าที่ทำให้คู่ค้าต้องปฏิบัติตามด้านความยั่งยืน เป็นสิ่งสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องรักษาความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

3. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความก้าวล้ำของเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจอย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่ประสิทธิภาพ ต้นทุน และการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่

นี่คือการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉมให้โลกธุรกิจ ตั้งแต่กระบวนการทำงาน แนวคิดธุรกิจใหม่ทั้ง Business Model Reinvention และแนวโน้มโลกธุรกิจใหม่ที่กำลังเคลื่อนไหว จะต้องหาจุดยืนที่สร้างคุณค่าให้ก้าวไปพร้อมกับความปกติใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ก่อนที่จะถูกแทนที่

ตัวอย่างที่เห็นได้เด่นชัด ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระแสของความยั่งยืนที่ต้องการลดคาร์บอน ในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่รถยนต์สันดาปกำลังจะถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อเป็นมิตรกับโลกด้วยการลดการปล่อยมลพิษ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนทั้งระบบการผลิตรถยนต์ เปลี่ยนซัพพลายเชน และผู้ผลิตอะไหล่รถยนต์ ภาพนี้เริ่มชัดเจนขึ้นในปีนี้ เพราะมีการขยายตัวของยอดจองรถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว และภายในปี 2030

“มาตรการบังคับใช้ทางกฎหมายเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ หากธุรกิจยังยืนอยู่กับโมเดลเดิม ก็มีโอกาสถูกแทนที่ (disrupt) สูงมาก”

ทิศทางโลก แรงเหวี่ยงสู่องค์กรไทย  

ทิศทางโลกเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยผล CEO Survey ในประเทศไทยมองในแบบเดียวกันกับ CEO ระดับโลกว่าหากยังวางแผนธุรกิจแบบเดิมต่อไป ธุรกิจก็อาจถูก disrupt ได้เช่นกัน โดย 3 เรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจก็คือ ภูมิรัฐศาสตร์, Sustainability และ AI โดยเฉพาะธุรกิจที่เชื่อมโยงกับต่างประเทศและการส่งออกจะได้รับผลกระทบอย่างสูง

สิ่งที่จะต้องเตรียมตัวอย่างเร่งด่วนในปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็น 2 ด้าน ประกอบด้วย บริษัทที่ส่งออกไปยุโรปจะได้รับแรงกดดันให้ต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เพราะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของยุโรป ไม่ว่าจะเป็น CSRD, ESRS หรือมาตรการอย่าง CBAM ที่เริ่มมีผลกับหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเชนที่ต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ส่วนกลุ่มบริษัทที่ไม่ได้มี exposure กับยุโรปมากนัก เพียงทำธุรกิจและมีตลาดในประเทศหรือส่งออกในภูมิภาคเป็นหลัก จึงมีแรงกดดันในตลาดน้อยกว่ากลุ่มแรก เพราะยังไม่มีเครื่องมือที่นำมาบังคับใช้ในทางกฎหมายไทย เช่น ร่าง พ.ร.บ. โลกร้อน ยังอยู่ระหว่างจัดทำ การปฏิบัติตามมาตรฐานโลกด้าน ESG จึงยังเป็นภาคสมัครใจ

อย่างไรก็ตาม จะส่งผลทางอ้อมที่ต้องปฏิบัติตามเข้มข้นขึ้น จากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผ่านมาตรการกำกับดูแลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ใน SET 50 กำหนดให้มีการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1, 2 และ 3 ตามมาตรฐาน IFRS S1 และ IFRS S2 เป็นจุดเริ่มต้นของการขยับทั้งระบบนิเวศ (Ecosystem)

“แม้ยังไม่มีแรงเร่งในเชิงกฎหมาย แต่เริ่มชัดเจนในกลุ่มบริษัทจดทะเบียน เพราะทาง ก.ล.ต. มีแผนให้มีการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน เริ่มกับบริษัทขนาดใหญ่ก่อน เช่น SET 50 และค่อยขยับไปยัง SET 100 ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ไม่สามารถดูแค่ธุรกิจตัวเอง แต่ต้องมองไปถึง supply chain ลูกค้า และพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ จึงไม่ใช่เรื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นการเคลื่อนทั้ง ecosystem”

ESG คือโอกาสสร้างมูลค่า ไม่ใช่แค่ต้นทุนความเสี่ยง

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่จะมีความพร้อมและดำเนินการ ESG วางโครงสร้างความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ ส่วนธุรกิจขนาดเล็กที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น จะค่อยเริ่มขยายการดำเนินการ โดยรอเครื่องมือ พ.ร.บ. โลกร้อนมาบังคับใช้ แต่หากบริษัทที่ออกตัวเร็วดำเนินการก่อนรอกฎหมาย จะถือเป็นโอกาสสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ ที่ได้รับการยอมรับในการเติบโตอย่างยั่งยืน ช่วยลดความเสี่ยง ลดผลกระทบต่าง ๆ ทั้งจากภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับธรรมาภิบาล

ความได้เปรียบทางการแข่งขันอีกด้านคือการสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจ (Value Creation) โดยการใช้ความยั่งยืนเป็นโอกาสสร้างรายได้หรือธุรกิจใหม่ เช่น green financing, green loan, การลงทุนใน green technology หรือการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ (product/service) ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ เพราะฉะนั้น ความยั่งยืนจึงช่วยป้องกันความเสี่ยงธุรกิจ พร้อมกันกับ “สร้างโอกาสใหม่” ไปพร้อมกัน

นักลงทุนให้น้ำหนัก ราคาหุ้นกับ ESG

เมื่อเทียบกันระหว่างราคาหุ้นที่มี ESG กับไม่มี ESG พบว่าช่วยทำให้เพิ่มมูลค่ามากขึ้น แม้ราคาหุ้นจะได้รับอิทธิพลมาจาก Fund Flow, demand-supply, sentiment นักลงทุน และภาวะตลาดโดยรวม จึงไม่ได้สะท้อนมูลค่าพื้นฐานทั้งหมด แต่การมี ESG เป็นการช่วยปิดความเสี่ยงด้านความเสียหายในอนาคต จึงส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการเติบโตของหุ้นในอนาคต

“เชิงมูลค่าธุรกิจ การทำเรื่อง sustainability และ ESG มีผลแน่นอน เพราะช่วยปิดความเสี่ยง และเปิดโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ดังนั้น บริษัทที่ทำเรื่องนี้อย่างจริงจังมีแนวโน้มให้ผลประกอบการและความสามารถในการแข่งขันดีกว่าไม่ทำ”

ทางด้านนักลงทุนสถาบัน เริ่มให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้น เพราะการลงทุนเชื่อมโยงกับเรื่องความเสี่ยงทางสภาพอากาศ (climate risk) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องการถือสินทรัพย์ระยะยาว จะหลีกเลี่ยงประเด็นที่มีผลกระทบต่อมูลค่าที่เกิดจากความเสี่ยงระยะยาว

แต่หากพิจารณาในกลุ่มนักลงทุนรายย่อย ก็เริ่มสนใจมากขึ้นเช่นกัน เพียงแต่อาจยังไม่ได้ใช้เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจลงทุนเท่ากับผลประกอบการหรือแนวโน้มธุรกิจในระยะสั้น

ในอนาคต เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลตาม IFRS S1 และ S2 มากขึ้น จะมีการตีความข้อมูลเชื่อมโยงธุรกิจกับความเสี่ยงด้านความยั่งยืนเข้ากับมูลค่ากิจการและราคาหุ้นมากขึ้น

ความท้าทายขององค์กรไทย: เมื่อ ESG ยังกระจัดกระจาย

ความท้าทายขององค์กรไทยในการทำ ESG ในปัจจุบันมี 2 ด้านหลัก คือ การทำความเข้าใจกับทิศทางบริหาร มอง ESG ไม่ใช่แค่เรื่องทำตามกฎหมายบังคับใช้ และเพื่อต้องการอยู่ในการวัดผลในการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานสากล แต่หากโครงการขององค์กรยังกระจัดกระจายไม่หลอมรวมเป็นกลยุทธ์เดียวกัน ทำให้ขาดการขับเคลื่อนที่สอดคล้องทิศทางเดียวกัน และขาดความเข้าใจในการกำหนดทิศทางความเสี่ยงและการบริหารจัดการองค์กร

“บางที่อยู่กับ IR บางที่อยู่กับ sustainability team บางที่อยู่กับ risk หรือ governance ทำให้ไม่มีเจ้าภาพหลักในการมองภาพรวม เริ่มต้นองค์กรต้องรู้ประเด็นที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจ (material topic) เพื่อป้องกันผลกระทบ เพื่อเดินสู่ net zero หรือการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ ทำคนเดียวไม่ไหว ต้องทำร่วมกับซัพพลายเออร์ ลูกค้า พาร์ตเนอร์ หรือแม้แต่ภาคการเงิน เพื่อออกแบบ business model ใหม่ร่วมกัน และต้องเชื่อในข้อมูลที่สำคัญกับธุรกิจจริง”

ทางด้านมิติทางสังคม ระดับแรกต้องเริ่มต้นจากภายในองค์กร เช่น ความเท่าเทียมทางเพศ ความเสมอภาค โอกาสในการเติบโต หรือการดูแลพนักงานอย่างเป็นธรรม สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของคนในองค์กรโดยตรง ขยายไปสู่ระดับภายนอกองค์กร เริ่มจากชุมชนรอบโรงงานหรือสถานประกอบการต่าง ๆ หากบริหารความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน มีการจ้างงาน ดูแลผลกระทบ และอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล ก็จะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การดำเนินธุรกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น

3 สมดุลแห่ง ESG และกลไกการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต

ท้ายที่สุด ESG ไม่ใช่ภาพรวมที่ธุรกิจจะยึดหลักในการเติบโตเพียงฝ่ายเดียว แต่จะต้องมีการบริหารให้ผู้มีส่วนได้เสียรอบข้างเติบโตไปด้วยกัน จึงเกิดความยั่งยืน ESG จึงเป็นการให้ความสำคัญกับ 3 สมดุล ได้แก่

E — ใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งเป้าลด และติดตามผล

S — ด้านสังคม มีการบริหารความสัมพันธ์กับคนภายในและภายนอกองค์กร

G — ด้านธรรมาภิบาล การจัดการความโปร่งใส ทั้งเรื่อง cyber, data protection และการใช้ข้อมูลเพื่อบริหารความเสี่ยง โดยนำ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การลดต้นทุน การวิเคราะห์ความเสี่ยง หรือช่วยประเมินประเด็นด้านความยั่งยืน ขณะที่คนทำหน้าที่เป็นผู้นำในการตัดสินใจบนพื้นฐานเทคโนโลยีที่แม่นยำ

โดยสิ่งที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจคือการบังคับใช้กฎหมาย ที่ทำให้องค์กรธุรกิจและภาคประชาชนเกิดการปรับพฤติกรรม ทำให้เกิด Ecosystem และอีกส่วนคือการเงินสีเขียว (Green Financing) เพราะการเปลี่ยนผ่านจำนวนมากต้องใช้เงินเข้ามาสนับสนุนการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน การเงินจึงเป็นเครื่องมือที่จะต้องเพิ่มความหลากหลาย ทำให้ธุรกิจเข้าถึงได้ จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉมในอีก 3–5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ และจะค่อย ๆ ส่งต่อไปยังบริษัทขนาดกลางและเล็ก เติบโตใน Ecosystem เดียวกัน

Related Topics