| “เอกนิติ” ย้ำความจำเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ช่วยประชาชนรับมือวิกฤตพลังงานที่ลามค่าครองชีพและกำลังซื้อ พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงาน ลดพึ่งพาน้ำมัน-ก๊าซนำเข้า ด้านปลัดคลังยันเงินกู้ไม่ใช่การตีเช็คเปล่า วางเกณฑ์กลั่นกรองเข้ม ทุกโครงการต้องคุ้มค่า โปร่งใส และแล้วเสร็จภายในปี 2570 ขณะที่ “เอกนัฏ” ชูโซลาร์ประชาชน-เชื้อเพลิงชีวภาพ สร้างโอกาสให้ประชาชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขอบคุณที่ประชุมวุฒิสภา ในการพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 สำหรับข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ และความห่วงใยตลอดการพิจารณา โดยตน รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและคณะกรรมการกลั่นกรอง ได้รับฟังทุกประเด็นอย่างใกล้ชิด ประเด็นสำคัญที่ต้องยืนยันคือ พ.ร.ก.ฉบับนี้เกิดขึ้นจากความจำเป็นเร่งด่วนและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยวิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากอดีตที่อาจเริ่มจากเศรษฐกิจติดลบหรือธนาคารล้ม แต่ครั้งนี้เริ่มจากพลังงานแพง ลามเป็นของแพง และกระทบกำลังซื้อประชาชนโดยตรง ข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาส 2 พิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลตัดสินใจได้ทันเวลา โดยราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น 60-70% แต่จากมาตรการของกระทรวงพลังงาน ทำให้ราคาภายในประเทศเพิ่มขึ้นราว 30% เพื่อลดแรงกระแทกต่อประชาชนให้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม วิกฤตไม่ได้หยุดอยู่ที่ราคาน้ำมัน เพราะค่าขนส่งและต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โดยดัชนีราคาผู้บริโภคไตรมาส 2 ขยับขึ้นเฉลี่ยประมาณ 3% จากไตรมาสแรกที่ติดลบ ขณะที่ต้นทุนผู้ผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 10% สะท้อนแรงกดดันที่ผู้ประกอบการยังแบกรับไว้ “เมื่อของแพงและรายได้ขึ้นไม่ทัน การบริโภคภาคเอกชนจึงติดลบจากไตรมาสแรก 0.5% หากไม่เร่งแก้ไข วิกฤตอาจลามไปสู่ธุรกิจปิดตัว คนตกงาน และกลายเป็นแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่ลบได้ยาก”นายเอกนิติ กล่าว สำหรับการช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลเดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส และเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน สำหรับผู้ที่ไม่มีกำลังสมทบ เพื่อบรรเทาค่าครองชีพโดยตรง โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกแบบให้รัฐช่วย 60% ประชาชนร่วมจ่าย 40% ไม่เปิดให้โมเดิร์นเทรดเข้าร่วม แต่เน้นร้านค้ารายย่อย พ่อค้าแม่ค้าในตลาด ชุมชน ตำบล และหมู่บ้าน โดยเงินที่จ่ายผ่านระบบดิจิทัลสามารถตรวจสอบได้แบบนาทีต่อนาที เพื่อลดช่องรั่วไหลและคอร์รัปชัน “เม็ดเงินที่ลงไปแล้วกว่า 130,000 ล้านบาท กระจายในกรุงเทพฯ เพียง 17% ที่เหลือกระจายไปต่างจังหวัด พร้อมต่อยอดด้วย AI นกกระซิบ ช่วยพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยดูยอดขาย ต้นทุน และวิเคราะห์การขาย เพื่อเพิ่มทักษะระยะยาว” นายเอกนิติ กล่าว ชี้ไทยเปราะบางจากพึ่งพาพลังงานนำเข้า ส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น ปัจจุบันไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเกือบ 10% ของ GDP ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2 ขาดดุลเกือบ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 600,000 ล้านบาทในไตรมาสเดียว ซึ่งเป็นความเปราะบางที่ต้องแก้ไขทันที “ตอนนี้ประเทศไทยเหมือนบ้านหลังคารั่ว เมื่อฝนตกก็ต้องหาถังมารองน้ำ เพื่อดูแลคนในบ้านไม่ให้เปียก แต่นั่นเป็นเพียงการเยียวยา หากไม่ซ่อมหลังคาให้แข็งแรง ประเทศก็ต้องกู้มาอุดหนุนซ้ำทุกครั้งที่เกิดมรสุมพลังงาน”นายเอกนิติ กล่าว ทั้งนี้ การเปลี่ยนหลังคาของประเทศคือการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ใช้น้ำมันบนดินจากอ้อย ปาล์ม และมันสำปะหลัง ใช้แสงแดดบนหลังคาบ้านประชาชน ทำให้โซลาร์กลายเป็นรายได้ ลดค่าไฟ และเปิดทางให้ประชาชนขายไฟคืนระบบได้ “ความโปร่งใสและความคุ้มค่าเป็นหัวใจของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ทุกโครงการต้องเปิดเผยบนเว็บไซต์ สามารถตรวจสอบ วิจารณ์ และทักท้วงได้ หากพบส่วนใดไม่โปร่งใสหรือส่อทุจริต สามารถแจ้งมาได้ โดยรัฐบาลและกระทรวงการคลังพร้อมเข้าไปร่วมตรวจสอบทันที”นายเอกนิติ กล่าว ทั้งนี้ โครงการจะไม่ใช่การนำของเก่ามาแปะเพื่อเบิกจ่าย แต่ต้องตอบให้ได้ว่าประชาชนได้ประโยชน์เท่าไร ลดการนำเข้าพลังงานเท่าไร ลดก๊าซเรือนกระจกเท่าไร รวมถึงสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ สร้างงาน และเพิ่มทักษะคนไทยได้อย่างไร “ไม่มีใครรู้ว่ามรสุมเศรษฐกิจโลกจะมาอีกเมื่อใด สิ่งที่ต้องทำวันนี้คือดูแลประชาชนไม่ให้เปียกฝน และเปลี่ยนหลังคาประเทศไทยให้แข็งแรง ลดความเปราะบางจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เพื่อให้ประเทศรับมือวิกฤตครั้งหน้าได้ดีกว่าเดิม” นายเอกนิติ กล่าว ปลัดคลังยันเงินกู้ไม่ใช่เช็คเปล่า ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภาว่า กระบวนการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.ฯ จะไม่ใช่การตีเช็คเปล่าอย่างที่หลายฝ่ายกังวล โดยความกังวลส่วนใหญ่ของสมาชิกวุฒิสภาอยู่ที่เงินกู้ส่วนที่ 2 วงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีโครงการใดเสนอเข้ามาอย่างเป็นทางการ ข่าวหรือกระแสในสังคมที่ระบุว่าจะทำโครงการนั้นโครงการนี้ จึงยังไม่ใช่ข้อเสนอที่เข้าสู่การพิจารณา อย่างไรก็ตาม หาก พ.ร.ก.ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาแล้ว เชื่อว่าจะมีโครงการที่ดีเสนอเข้ามา แต่ทุกโครงการต้องมีรายละเอียดครบถ้วน ตั้งแต่วัตถุประสงค์ งบประมาณ ผู้ได้รับประโยชน์ ความคุ้มค่า และความสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่เสนอเพียงชื่อโครงการแล้วได้รับอนุมัติทันที ทั้งนี้ ไม่ใช่ทุกโครงการที่เสนอจะผ่านการพิจารณา เพราะคณะกรรมการกลั่นกรองมีหลักเกณฑ์ละเอียดกว่าที่เขียนไว้ในตัว พ.ร.ก. ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทและไม่สามารถใส่รายละเอียดเชิงปฏิบัติทั้งหมดลงไปได้ สำหรับหลักเกณฑ์สำคัญ โครงการต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ต้องพร้อมดำเนินการทันทีเมื่อได้รับอนุมัติ และต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย. 2570 พร้อมเบิกจ่ายงวดสุดท้ายไม่เกินวันที่ 31 ธ.ค. 2570 เงื่อนไขดังกล่าวหมายความว่า โครงการระยะยาวหรือโครงการที่ยังไม่พร้อมจะไม่สามารถใช้เงินจาก พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้ เพราะมีเวลาปฏิบัติจริงเพียง 1 ปีเศษเท่านั้น ทุกโครงการจึงต้องเป็นงานที่เห็นผลได้จริง คุ้มค่า และเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย นอกจากความพร้อมแล้ว โครงการต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความต้องการของประชาชนและชุมชน รวมถึงต้องช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศต้องลดความเปราะบางจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เนื่องจากเงินกู้ส่วนที่ 2 เป็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน คณะกรรมการจึงตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานร่วมพิจารณาก่อนส่งเข้าสู่คณะกรรมการชุดใหญ่ เพื่อให้การตัดสินใจไม่มองเฉพาะมิติการคลัง แต่ครอบคลุมความเหมาะสมทางเทคนิคและผลต่อระบบพลังงานของประเทศ หลังโครงการผ่านการพิจารณาแล้ว ยังต้องมีการประเมินผลการใช้จ่ายเงินว่าคุ้มค่าหรือไม่ โดยคณะกรรมการประเมินผลมีประธานเป็นบุคคลภายนอกและผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก เพื่อรักษาความเป็นอิสระ โปร่งใส และตรวจสอบได้ นอกจากนี้ แม้ พ.ร.ก.ผ่านแล้ว เรื่องนี้จะไม่จบเพียงในฝ่ายบริหาร เพราะภายใน 60 วันหลังสิ้นปีงบประมาณ กระทรวงการคลังต้องรายงานการกู้เงิน วัตถุประสงค์การใช้จ่าย และผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับต่อรัฐสภา “เอกนัฏ” ชูโซลาร์ประชาชน ลดพึ่งพา LNG ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้มีความจำเป็น เพราะวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบหนักทั้งเศรษฐกิจและค่าครองชีพประชาชน ประเทศไทยใช้น้ำมันรวมประมาณวันละ 100 ล้านลิตร แม้มีโรงกลั่นเพียงพอต่อความต้องการ แต่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งจาก 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลไปเกิน 100 เหรียญ จึงกระทบต้นทุนทั้งระบบทันที หากไม่มีกองทุนน้ำมันช่วยดูแล ราคาดีเซลหลังหน้าโรงกลั่นอาจสูงเกิน 60-70 บาทต่อลิตร เพราะราคาดีเซลตลาดสิงคโปร์เคยพุ่งเกือบแตะ 300 เหรียญ ขณะที่ไฟฟ้าไทยยังพึ่งก๊าซราว 60% และต้องนำเข้า LNG ประมาณ 30% ของเชื้อเพลิงก๊าซ เมื่อ LNG แพง ค่าไฟจึงถูกกดดันเช่นกัน ด้าน ต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นประมาณลิตรละ 10 บาท จากการบริโภควันละ 100 ล้านลิตร เท่ากับไทยมีภาระเพิ่มวันละประมาณ 1,000 ล้านบาท หรือกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ต้นทุนไฟฟ้าจาก LNG อาจเพิ่มอีกหลายแสนล้านบาทต่อปี สะท้อนว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้มีมูลค่าความเสียหายสูงมาก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้เลือกใช้เงินแก้ปัญหาอย่างเดียว เพราะการใช้กองทุนน้ำมันคือการดึงเงินผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาชดเชยปัจจุบัน ส่วนการลดภาษีสรรพสามิตคือการลดรายได้รัฐ สุดท้ายล้วนหนีไม่พ้นภาระกู้เงิน รัฐบาลภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และการกำกับของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใช้มาตรการที่ไม่เคยทำมาก่อน คือใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. เรียกเงินส่วนเกินจากโรงกลั่น 6 โรง จากค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติ ได้แล้ว 17,442 ล้านบาท เพื่อนำมาลดราคาหน้าปั๊มให้ประชาชน ด้านค่าไฟ รัฐบาลไม่ได้อุดหนุนเพียงอย่างเดียว แต่ปรับโครงสร้างด้วยการดึงค่าไฟทางออกจากบิลประชาชน และลดค่าไฟบ้านอยู่อาศัย 200 หน่วยแรกเหลือไม่เกิน 3 บาท ครอบคลุม 23 ล้านครัวเรือน พร้อมลดภาระค่าไฟส่วนที่เหลืออีกหน่วยละกว่า 6 สตางค์ ทั้งนี้ เงินกู้ 400,000 ล้านบาทแบ่งเป็น 2 ส่วน โดย 200,000 ล้านบาทแรกใช้บรรเทาผลกระทบแบบมุ่งเป้า ส่งตรงถึงประชาชน ไม่มีการซื้อของหรือเปิดช่องเงินทอน ส่วนอีก 200,000 ล้านบาท เป็นการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน ไม่ใช่กู้มาปะผุแล้วปล่อยให้เลือดไหลต่อไป สำหรับน้ำมัน รัฐบาลจะเร่งผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพจากผลผลิตเกษตรไทย ทั้งไบโอดีเซลจากปาล์ม และเอทานอลจากอ้อยกับมันสำปะหลัง ให้เป็นบ่อน้ำมันบนดิน ลดการพึ่งพาน้ำมันดิบต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเอทานอลไทยสามารถผลิตได้ถูกกว่าราคาเบนซินอ้างอิงสิงคโปร์ ส่วนไฟฟ้า ต้องลดการพึ่งพา LNG ด้วยพลังงานหมุนเวียน ทั้งแสงอาทิตย์ ลม ไฮโดรเจน และเทคโนโลยีใหม่ พร้อมเปิดตลาดซื้อขายไฟสะอาดแบบ Direct PPA ให้ทุกอุตสาหกรรมเข้าถึงไฟสะอาด ไม่จำกัดเฉพาะ Data Center และเตรียมลงทุนระบบโครงข่ายรองรับการผลิตไฟจากประชาชน “เงินกู้ก้อนนี้จะนำมาลงทุนให้ประชาชนมีโอกาสเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ผ่านโซลาร์หลังคาประชาชนหรือพื้นที่ของประชาชน รัฐลงทุนติดตั้ง รับซื้อไฟช่วงแรกเพื่อนำรายได้มาผ่อนคืน ส่วนไฟส่วนเกินช่วยลดค่าไฟ เมื่อคืนทุนแล้วแผงโซลาร์จะตกเป็นของประชาชน สร้างรายได้ระยะยาวและกระจายโอกาสจากทุนพลังงานเดิมสู่ประชาชนอย่างแท้จริง” นายเอกนัฏ กล่าว อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |