| ธ.ก.ส. เปิดความคืบหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ปล่อยกู้เกษตรกรสูงสุดรายละ 100,000 บาท คิดดอกเบี้ยจริงเพียง 3% ต่อปี หวังช่วยลดต้นทุนการผลิต ยกระดับสู่เกษตรกรรมยั่งยืนยุคใหม่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งว่า โครงการดังกล่าว เพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล เพื่อยกระดับศักยภาพการเกษตรในการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรดั้งเดิม เป็น เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน ควบคู่กับการลดต้นทุน นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า โครงการดังกล่าววงเงินโครงการรวม 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 3 ปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนและดอกเบี้ยต่ำ สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนและลงทุนในการประกอบอาชีพ รวมถึงยกระดับสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน โดยกำหนดวงเงินกู้ต่อรายไม่เกิน 100,000 บาท โดยการพิจารณาสินเชื่อนั้น คำนวณจากค่าปัจจัยการผลิตเฉลี่ย 5,000 บาทต่อไร่ สูงสุด 20 ไร่ ทั้งนี้ ธนาคารประเมินว่าครัวเรือนเกษตรมีพื้นที่ปลูกราว 20 ไร่ ดังนั้นวงเงิน 100,000 บาทน่าจะครอบคลุมต่อ 1 ครัวเรือน และสามารถช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี สำหรับอัตราดอกเบี้ย ที่ 6% ต่อปี และรัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยให้เกษตรกร 3% ทำให้เกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ทั้งนี้ หากมีการขอสินเชื่อเต็มแล้ว อาจพิจารณาขยายวงเงินต่อไป ทั้งนี้ ในช่วง 3 เดือนแรกของปีบัญชี 2569 (เม.ย.-มิ.ย.) ธนาคารปล่อยสินเชื่อแล้วประมาณ 70,000 ล้านบาท จากปกติแต่ละปีจะปล่อยสินเชื่อราว 5-6 แสนล้านบาท “วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท โดยได้เตรียมงบที่ใช้ในการชดเชยดอกเบี้ยจากโครงการดังกล่าว ซึ่งจะใช้เงินจากมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง รวม 2,700 ล้านบาท และค่าอบรมเพื่ออัพสกิล รีสกิล 270 ล้านบาท”นายฉัตรชัย กล่าว นอกจากการสนับสนุนค่าปุ๋ยและแรงงานแล้ว ธ.ก.ส. ยังมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรสู่การใช้พลังงานสะอาดตามแนวทาง ESG เช่น การใช้โดรนไฟฟ้า หรือรถแทรกเตอร์พลังงานไฟฟ้า เพื่อทดแทนพลังงานน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลัก สำหรับในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (อ.บางบาล) และอ่างทอง พบว่าเกษตรกรให้ความสนใจอย่างมาก โดยตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย.ผ่านมา มีการปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 40 ล้านบาท ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ยืนยันว่าหากวงเงินไม่เพียงพอ พร้อมจะเสนอรัฐบาลเพื่อขอขยายวงเงินมาตรา 28 เพิ่มเติมต่อไป ทั้งนี้ เกษตรกรที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้ -เป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. และขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง -พืชเศรษฐกิจสำคัญที่เข้าร่วมโครงการ 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย และผลไม้ -เกษตรกรต้องผ่านการอบรม หรือเรียนรู้ การพัฒนาทักษะและบริหารจัดการต้นทุน (Reskill/Upskill) โดย ธ.ก.ส. หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ/หรือหน่วยงานร่วมดำเนินการอื่น ๆ เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามค่าการวิเคราะห์ดิน เป็นต้น -ต้องใช้เงินกู้ เพื่อจัดซื้อปุ๋ยผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ หรือแหล่งอื่นตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด -เกษตรกรต้องใช้พันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรอง มีมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาที่เหมาะสม ซึ่งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะควบคุมราคาให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด -สามารถชำระหนี้เงินกู้ได้ตามระยะเวลาที่ ธ.ก.ส. กำหนด โดยเกษตรกรผู้กู้รับชำระค่าผลผลิตผ่านบัญชีเงินฝากของ ธ.ก.ส. และยินยอมให้ ธ.ก.ส. หักชำระหนี้จากบัญชีเงินฝาก -วงเงินกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี โดยรัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ย ให้ 3% ต่อปี เมื่อผู้กู้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ กำหนดชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน (ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 30 เม.ย. 2572) -ระยะเวลาโครงการ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เห็นชอบ ถึงวันที่ 30 เม.ย. 2572 |