ดาวโจนส์ปิดลบ 322 จุด บอนด์ยีลด์พุ่งกดตลาด, ผวาเงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยขาขึ้น

รูป ดาวโจนส์ปิดลบ 322 จุด บอนด์ยีลด์พุ่งกดตลาด, ผวาเงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยขาขึ้น

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 พ.ค. 69 6:46: น.

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนลบในวันอังคาร (19 พ.ค.) โดยดัชนีแนสแดคร่วงนำตลาด หลังจากบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมไปถึงข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่ได้ข้อสรุป

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,363.88 จุด ลดลง 322.24 จุด (-0.65%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,353.61 จุด ลดลง 49.44 จุด (-0.67%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 25,870.71 จุด ลดลง 220.02 จุด (-0.84%)

ดัชนี S&P 500 และแนสแดคปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันที่สามจากแรงขายทำกำไร หลังทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมี.ค. ขณะเดียวกันนักลงทุนยังประเมินความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ล่วงหน้าปิดลดลง 0.73% แต่ยังคงอยู่เหนือระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เทรดเดอร์ติดตามการสื่อสารล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ หลังจากทำเนียบขาวแถลงเมื่อวันจันทร์ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ได้ระงับแผนการโจมตีอิหร่านที่เดิมกำหนดไว้ในวันอังคารออกไป เนื่องจากได้รับข้อเสนอใหม่จากรัฐบาลเตหะรานเพื่อยุติสงคราม โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า อาจจำเป็นต้องโจมตีอิหร่านอีกครั้ง แต่อิหร่านกำลังเรียกร้องขอให้มีการทำข้อตกลง

ขณะที่รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ กล่าวว่า สหรัฐฯ และอิหร่านมีความคืบหน้าอย่างมากในการเจรจา และทั้งสองฝ่ายต่างไม่ต้องการเห็นการกลับมาใช้มาตรการทางทหารอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน การคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้บอนด์ยีลด์ อายุ 10 ปีพุ่งขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 แตะที่ 4.687% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2025 ก่อนลดช่วงบวกลงมาอยู่ที่ราว 4.66%

ด้านนักวิเคราะห์ ไมเคิล เจมส์ กรรมการผู้จัดการ Rosenblatt Securities กล่าวว่า “ไม่มีสัญญาณเชิงบวกที่ทำให้เชื่อได้ว่าการหยุดยิงจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ตราบใดที่ยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้ ราคาน้ำมันและบอนด์ยีลด์จะยังอยู่ในระดับสูง ตลาดก็ยิ่งกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเวลาผ่านไปแต่ละวันโดยไม่มีอะไรคืบหน้า ก็จะยิ่งกลายเป็นปัญหามากขึ้น นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นเผชิญกับความยากลำบากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา”

ข้อมูลล่าสุดจาก FedWatch ของ CME Group เผยว่า ตลาดประเมินโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธ.ค. อยู่ที่ 41.7% และคาดว่าจะขึ้น 0.50% อยู่ที่ 15.7% เพิ่มขึ้นจาก 4.7% เมื่อสัปดาห์ก่อน

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตารายงานการประชุมนโยบายการเงินของเฟด เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายไปสู่การใช้นโยบายที่เป็นกลาง

การ์เร็ตต์ เมลสัน นักยุทธศาสตร์พอร์ตลงทุนจาก Natixis Investment Managers Solutions มองว่า “เรื่องดอกเบี้ยคือประเด็นหลักที่ตลาดจับตา ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าดอกเบี้ยจะอยู่ระดับไหน แต่อยู่ที่ความเร็วในการปรับขึ้น เพราะปกติแล้วตลาดสามารถรับมือกับการที่ดอกเบี้ยค่อย ๆ ขยับขึ้นอย่างช้า ๆ และมั่นคงได้ แต่หากพุ่งขึ้น ตลาดอาจปรับตัวไม่ทัน”

ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม

- หุ้น 6 จากทั้งหมด 11 กลุ่มในดัชนี S&P 500 ปิดแดนลบ โดยกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มบริการสื่อสารเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดดัชนี เนื่องจากบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นมักกดดันหุ้นบริษัทที่มีการเติบโตสูง เพราะการประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัทเหล่านี้ต้องพึ่งพาคาดการณ์ผลกำไรในอนาคต

- หุ้นกลุ่มวัสดุปรับตัวลดลงมากที่สุด โดยร่วงลงเกือบ 2.3% ส่วนหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์บวกนำตลาด เพิ่มขึ้น 1.1%

- ดัชนีหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ใน S&P 500 พลิกกลับมาปิดลบ 1.2% หลังพุ่งแรงในช่วงต้นของการซื้อขาย

- ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียปิดบวกเล็กน้อยที่ 0.03% หลังจากร่วงกว่า 3% ในการซื้อขายระหว่างวัน

- หุ้นบริษัทคลาวด์ Akamai Technologies ปิดร่วงลง 6.3% หลังจากประกาศเสนอขายหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า 2,600 ล้านดอลลาร์

- นักลงทุนยังจับตาการรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสของ Nvidia ผู้นำด้านชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่หลังปิดตลาดในวันพุธ เพื่อประเมินทิศทางความต้องการชิป AI ว่ายังแข็งแกร่งพอที่จะรองรับ Valuation ที่สูงของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ได้หรือไม่

ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย

- ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 19,450 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 18,380 ล้านหุ้น

- ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 2.66 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 140 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 225 ตัว

- ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 1,544 ตัว และหุ้นลบ 3,193 ตัว โดยมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 2.07 ต่อ 1 หุ้น

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 18 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 22 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 51 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 180 ตัว

 

ที่มา Reuters


Related Topics

Reporting by

Supak Hophungju

Supak Hophungju

Head of International News Department, efinanceThai