| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวเล็กน้อยในวันพฤหัสบดดี (1 ต.ค.) โดยดัชนี S&P 500 ฟื้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ขณะที่แรงเทขายพันธบัตรทั่วโลกเริ่มผ่อนคลายลง ซึ่งก่อนหน้านี้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 50,926.74 จุด เพิ่มขึ้น 20.69 จุด (+0.04%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,666.48 จุด เพิ่มขึ้น 14.94 จุด (+0.20%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,871.60 จุด เพิ่มขึ้น 10.53 จุด (+0.04%) บรรยากาศการซื้อขายถูกกดดันในช่วงต้น หลังข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่ง แต่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ซึ่งสร้างความกังวลว่า อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ลดลงสู่ 197,000 ราย ต่ำกว่าผลสำรวจที่คาดว่าจะอยู่ที่ 200,000 ราย ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดในบรรดาข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการที่เผยแพร่ไปแล้วในสัปดาห์นี้และสะท้อนว่า ตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง โดยนักลงทุนยังจับตารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ย. ในวันนี้ ตลาดถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือบอนด์ยีลด์ของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยบอนด์ยีลด์ อายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี และปิดเดือนก.ย. ทำสถิติเพิ่มขึ้นรายไตรมาสมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1994 นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมหลังสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) เผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตลดลงเล็กน้อยสู่ 54.5 ในเดือนก.ย. จากระดับ 54.6 ในเดือนส.ค. ขณะที่ราคาปัจจัยการผลิตพุ่งขึ้น ซึ่งสร้างความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม บอนด์ยีลด์เริ่มปรับตัวลดลงหลังมีแรงซื้อเข้ามาในตลาด และลดลงต่อหลังฟิลิป เจฟเฟอร์สัน รองประธานเฟดส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจอดทนรอก่อนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรอบใหม่ ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ อายุ 2 ปี ซึ่งเคลื่อนไหวสอดคล้องกับการคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดลดลงประมาณ 10 เบซิสพอยต์ และมีแนวโน้มปรับตัวลงรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2025 สก็อตต์ เวลช์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Certuity กล่าวว่า แม้มูลค่าหุ้นจะปรับลดลง แต่โดยรวมยังไม่ถือว่าถูกมากนัก และมองว่าตลาดหุ้นยังไม่มีแนวโน้มปรับตัวลง โดยคาดว่าตลาดจะยังเดินหน้าต่อได้ แต่มีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้นทั้งในตลาดหุ้นและพันธบัตร นักวิเคราะห์ยังระบุว่า ทุกฝ่ายกำลังปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติรูปแบบใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดตอนนี้ไม่มีอะไรน่ากังวลเป็นพิเศษ เพียงแต่มีความแตกต่างจากสิ่งที่นักลงทุนคุ้นเคยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และต้องใช้เวลาในการปรับตัว ราคาน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยกระตุ้นความกังวลด้านเงินเฟ้อ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดเพิ่มขึ้นกว่า 4 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจีนระงับการส่งออกพลังงาน ซึ่งอาจทำให้ภาวะตึงตัวในตลาดน้ำมันรุนแรงขึ้น การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันยังหนุนดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานในดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.9% และเป็นกลุ่มที่บวกมากที่สุดในดัชนี ข้อมูลเงินเฟ้อเดือนส.ค. ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ประกอบกับเจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณว่ายังไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ตลาดลดคาดการณ์ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนต.ค. ลงมาอยู่ที่ 28.2% จากระดับ 68.6% เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ตามข้อมูลจาก CME FedWatch นีล แคชคารี ประธานเฟด สาขามินนิอาโปลิส คาดว่า เฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อชะลอความร้อนแรงในเศรษฐกิจซึ่งกำลังจะเข้าสู่ปี 2027 แต่ยังไม่แน่ใจว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในเดือนนี้หรือไม่ ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีบวก 0.8% ขณะที่กลุ่มซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้น 1% โดยมีปัจจัยหนุนจากหุ้น Accenture ซึ่งปิดพุ่งกว่า 15% สูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค. หลังเผยผลประกอบการและคาดการณ์รายได้ตลอดทั้งปีสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ - หุ้น Micron Technology ปิดเพิ่มขึ้น 3% หลังบริษัทคาดการณ์รายได้สูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้ และเปิดเผยยอดคำสั่งซื้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมูลค่า 32,000 ล้านดอลลาร์ ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 17,250 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 17,190 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1.234 ต่อ 1 หุ้น ขณะที่ตลาดหุ้นแนสแดคมีสัดส่วนอยู่ที่ 1.04 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 4 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 41 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 41 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 287 ตัว ที่มา Reuters |