Kai-Fu Lee ชี้ AI ใกล้เปลี่ยนงานรายงานการเงินและโครงสร้างผู้บริหารองค์กรภายใน 1 ปี
Kai-Fu Lee นักลงทุนเทคโนโลยีชื่อดังและผู้ก่อตั้ง 01.AI มองว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังขยับจากเครื่องมือช่วยงานทั่วไปไปสู่บทบาท แกนกลางขององค์กร โดยเฉพาะในงานรายงานทางการเงินและโครงสร้างการบริหารของบริษัทขนาดใหญ่ ภายในเวลาเพียง 1 ปี ซึ่งสะท้อนว่า AI เริ่มมีอิทธิพลต่อวิธีตัดสินใจของผู้บริหาร การจัดการข้อมูล และการสื่อสารผลประกอบการในระดับที่ลึกขึ้นกว่าที่เคย
ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Caixin ระหว่างงาน World Artificial Intelligence Conference 2026 เขาระบุว่า หากบริษัทใดปรับตัวไม่ทันอาจเสี่ยงล้าสมัยภายใน 3 ปี มุมมองนี้ทำให้เห็นว่ากระแส AI ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ด้านเทคโนโลยี แต่กำลังเชื่อมโยงโดยตรงกับโครงสร้างการทำงานภายในองค์กร ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบตัวเลข ไปจนถึงการสรุปรายงานที่ใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารและคณะกรรมการบริษัท
AI อาจเปลี่ยนโครงสร้างงานการเงินและการบริหาร
ในเชิงปฏิบัติ หาก AI ถูกนำมาใช้มากขึ้นในงานรายงานการเงิน องค์กรอาจลดภาระงานซ้ำซ้อน เพิ่มความเร็วในการประมวลผลข้อมูล และช่วยให้ผู้บริหารเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอาจกระทบต่อรูปแบบการทำงานเดิมของทีมบัญชี การเงิน และฝ่ายบริหารที่เคยพึ่งพากระบวนการตรวจทานด้วยคนเป็นหลัก ดังนั้นบริษัทที่ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันจึงอาจต้องลงทุนทั้งในด้านซอฟต์แวร์ บุคลากร และระบบกำกับดูแลข้อมูลไปพร้อมกัน
ธีมลงทุนที่น่าจับตา: ซอฟต์แวร์ คลาวด์ และดาต้าอินฟราสตรักเจอร์
สำหรับตลาดทุน การขยายตัวของ AI ไปยังฟังก์ชันสำคัญขององค์กรอาจหนุนความต้องการในกลุ่ม ซอฟต์แวร์องค์กร ระบบข้อมูล และ โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI มากขึ้น ขณะเดียวกัน ธีมการลงทุนอาจขยับจาก AI ฝั่งผู้บริโภคไปสู่ AI platform, cloud, data infrastructure และ automation มากขึ้น เพราะการใช้งานระดับองค์กรต้องอาศัยระบบที่รองรับข้อมูลขนาดใหญ่ ความปลอดภัย และความแม่นยำในการประมวลผลสูงกว่าการใช้งานทั่วไป
นักลงทุนจึงอาจเริ่มมองหาบริษัทที่มีความพร้อมด้านแพลตฟอร์มข้อมูล ระบบคลาวด์ และโซลูชันอัตโนมัติ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเร่งนำ AI มาใช้ในกระบวนการสำคัญขององค์กรในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการเงิน การบริหารความเสี่ยง หรือการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ผลต่อไทย: มองเป็นธีมมากกว่าหุ้นรายตัว
แม้ประเด็นนี้จะมาจากฝั่งเทคโนโลยีจีน แต่ผลต่อไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นเทคโนโลยีโดยตรง หาก AI ถูกใช้งานมากขึ้นในงานรายงานและการบริหาร บริษัทไทยที่อยู่ในธุรกิจ ดิจิทัล ระบบไอที คลาวด์ หรือ ดาต้าเซ็นเตอร์ อาจได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากการเร่งลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการยกระดับประสิทธิภาพและลดต้นทุนการทำงาน
อย่างไรก็ดี ข่าวนี้ยังไม่ได้ระบุชื่อบริษัทไทยใดเป็นพิเศษ จึงควรมองในเชิง ธีมการลงทุน มากกว่าการสรุปผลต่อหุ้นรายตัวทันที สำหรับผู้ติดตามตลาดทุน ประเด็นสำคัญคือการประเมินว่าองค์กรใดมีความพร้อมในการปรับตัวเข้าสู่ยุค AI ได้เร็วที่สุด ทั้งในมิติของโครงสร้างข้อมูล ระบบอัตโนมัติ และการกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
- ระยะสั้น: หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ คลาวด์ และระบบข้อมูลอาจได้ sentiment เชิงบวก
- ระยะกลาง: องค์กรที่ปรับใช้ AI ในงานการเงินและบริหารได้จริงอาจเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
- ระยะยาว: บริษัทที่ไม่ปรับตัวอาจเผชิญความเสี่ยงด้านการแข่งขันและความล้าสมัย
โดยสรุป มุมมองของ Kai-Fu Lee ตอกย้ำว่า AI กำลังเปลี่ยนจากเครื่องมือเสริมประสิทธิภาพไปสู่เทคโนโลยีหลักที่อาจกำหนดโครงสร้างองค์กรในอนาคตอันใกล้ ซึ่งไม่เพียงสะเทือนต่อภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังอาจสร้างโอกาสใหม่ให้กับหุ้นธีม AI, cloud และ data infrastructure ในตลาดทุนทั่วโลก รวมถึงตลาดไทยด้วย