| คลัง เล็งดึงงบค้างท่อแสนล้าน ออก พ.ร.บ.โอนงบปี 69 รวม 9.5 หมื่น–1.25 แสนลบ. รับวิกฤตพลังงาน-ตะวันออกกลาง วาง 3 ยุทธศาสตร์ช่วยเปราะบาง ดันพลังงานสะอาด เร่งยกระดับทักษะ AI ทั่วประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลวางแผนรวบรวบเม็ดเงินงบประมาณใน 2 ส่วนหลัก คือ ทบทวนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และปรับร่างงบประมาณปี 2570 สำหรับงบประมาณปี 2569 รัฐบาลจะดึงเงินงบประมาณจากหน่วยงานที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภายในเวลาที่กำหนด คือ วันที่ 30 เม.ย. นี้กลับคืนมา ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 70,000-100,000 ล้านบาท เมื่อนำมารวมกับงบกลางที่ยังเหลืออยู่อีกประมาณ 25,000 ล้านบาท จะทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินสำรองรวมทั้งสิ้นราว 95,000 ถึง 125,000 ล้านบาท “ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการกู้เงินเพิ่ม รัฐบาลมีนโยบายในการบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดก่อน เพื่อเตรียมกระสุนทางการเงินไว้รองรับวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง”นายเอกนิติ กล่าว การดำเนินการดังกล่าวจะต้องออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ คล้ายกับแนวทางที่เคยใช้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำเสนอเข้าสู่สภาได้เร็วที่สุดในช่วงกลางเดือนมิ.ย.นี้ ส่วนงบประมาณปี 2570 รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนให้ปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด เช่น งบศึกษาดูงานต่างประเทศ งบก่อสร้างอาคารหน่วยงานราชการแห่งใหม่ หรือโครงการพัฒนาจังหวัดที่ยังไม่มีความจำเป็น เพื่อนำเม็ดเงินเหล่านี้ไปจัดสรรให้กับโครงการที่สามารถลดรายจ่ายระยะยาวได้ เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาสถานที่ราชการ ปัจจุบันประเทศไทยมีเพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 70% ทำให้ยังมีช่องว่างในการกู้เงินได้อีกประมาณ 4% หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 800,000 ล้านบาท ซึ่งเพดานหนี้ดังกล่าวถูกกำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมเช่นเดียวกับที่เคยปรับขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ยุทธศาสตร์การใช้จ่ายงบประมาณที่รวบรวมมาได้ รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายหลัก 3 ประการ ได้แก่: 1.การมุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและราคาพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งหรือคนขับรถบรรทุก เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นจนกระทบต่อประชาชนทั่วไป ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลมียอดการใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอยู่ประมาณเดือนละ 7,000 ถึง 10,000 ล้านบาท โดยงบประมาณรวมที่ต้องใช้นั้นจะขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์โลก 2.การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงเกือบที่สุดในอาเซียน รัฐบาลจึงต้องเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เช่น การส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน พร้อมหาแนวทางแก้กฎหมายให้สามารถขายไฟส่วนเกินคืนระบบได้ การพิจารณาให้เงินอุดหนุนเพื่อเปลี่ยนยานพาหนะเป็นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งกรมสรรพสามิตกำลังศึกษาตัวเลขงบประมาณที่เหมาะสม รวมถึงการเปิดระบบ Direct PPA เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้โดยตรง 3.การปฏิรูปประเทศ มุ่งเน้นการลงทุนเพื่ออนาคต โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนาคนและทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการให้ความรู้ด้านเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของคนไทย ควบคู่ไปกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการปฏิรูปด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถฟื้นตัวและกลับมาแข็งแกร่งได้มากกว่าเดิมหลังผ่านพ้นวิกฤต ส่วนกรณีที่สถาบันระหว่างประเทศอย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก (World Bank) รวมถึงบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Moody's ไม่ได้กังวลต่อตัวเลขหนี้สาธารณะของไทยที่ 66% เนื่องจากมาตรฐานการนับรวมหนี้ของประเทศไทยมีความเข้มงวด โดยนับรวมภาระหนี้ของรัฐวิสาหกิจและหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ เข้าไปแล้วทั้งหมด ซึ่งต่างจากหลายประเทศที่นับเฉพาะหนี้รัฐบาลกลาง อีกทั้งล่าสุดทาง Moody's เพิ่งประกาศปรับมุมมองความเชื่อมั่นของประเทศไทยจากติดลบมาเป็นบวกและมีเสถียรภาพมากขึ้น “สิ่งสำคัญที่ต่างชาติใช้ประเมินความเชื่อมั่น ไม่ได้อยู่ที่ว่าประเทศไทยจะกู้เงินเป็นจำนวนเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ว่าเรากู้เงินไปทำอะไร และหากประเทศมีทิศทางที่ชัดเจนในการใช้เม็ดเงินเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง สร้างการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และปฏิรูปประเทศ ต่างชาติก็จะมอบความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่”นายเอกนิติ กล่าว |