อังกฤษล็อบบี้สหรัฐยกเว้นการแบนส่งออกดีเซล หวั่นราคาพุ่งซ้ำเติมเงินเฟ้อและต้นทุนขนส่งทั่วโลก
รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Andy Burnham กำลังเร่งล็อบบี้รัฐบาลทรัมป์เป็นการส่วนตัว เพื่อขอให้ยกเว้นสหราชอาณาจักรจากมาตรการที่สหรัฐอาจประกาศ ห้ามส่งออกดีเซล ซึ่งกำลังถูกพิจารณาเพื่อสกัดราคาพลังงานในประเทศก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน ประเด็นนี้สร้างแรงกดดันต่อตลาดพลังงานทันที โดยราคาดีเซลในอังกฤษพุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ ขณะที่ John Healey รัฐมนตรีคลังของอังกฤษยอมรับว่ารัฐบาลต้องหามาตรการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจโดยเร็ว
ความกังวลไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหราชอาณาจักร เพราะหากสหรัฐจำกัดการส่งออกดีเซลจริง จะยิ่งทำให้ตลาดเชื้อเพลิงโลกตึงตัวมากขึ้น และส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อ เงินเฟ้อ ต้นทุนขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ และต้นทุนการผลิตในหลายประเทศ นักลงทุนทั่วโลกจึงเริ่มประเมินใหม่ว่าธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ ธนาคารแห่งอังกฤษ และ เฟด อาจต้องคงดอกเบี้ยระดับสูงนานกว่าที่คาด หรืออาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยหากแรงกดดันด้านราคายืดเยื้อ
แรงสะเทือนต่อราคาพลังงานและนโยบายดอกเบี้ยโลก
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอยู่แล้วจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย-ยูเครน มีโอกาสถูกเร่งให้สูงขึ้นอีกหากอุปทานดีเซลตึงตัว การขาดแคลนเชื้อเพลิงประเภทนี้ไม่เพียงสะท้อนในราคาหน้าปั๊ม แต่ยังดันต้นทุนในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่การขนส่งสินค้าไปจนถึงค่าพลังงานในภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้ตลาดเริ่มกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง
เมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ธนาคารกลางทั่วโลกจะมีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินน้อยลง อัตราดอกเบี้ยที่สูงต่อเนื่องมักทำให้ Bond Yield โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาวขยับขึ้น และกดดันมูลค่าหุ้นเติบโตและหุ้นเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่อส่วนลดกระแสเงินสด นักลงทุนจำนวนมากจึงเริ่มหมุนเงินไปยังสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อได้ดีกว่า เช่น หุ้นพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และเงินสดในสกุลเงินหลักที่ได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยสูง
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดหุ้นไทย
สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ การที่ราคาดีเซลโลกปรับขึ้นย่อมกระทบโดยตรงต่อต้นทุนโลจิสติกส์และค่าครองชีพ หากรัฐบาลต้องตรึงราคาพลังงานต่อไป ภาระจะตกอยู่กับงบประมาณหรือกองทุนพลังงาน ทำให้พื้นที่ทางการคลังลดลง ขณะเดียวกันต้นทุนที่สูงขึ้นอาจส่งต่อไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าบริการในวงกว้าง
ในเชิงตลาดทุน หุ้นไทยที่อาจได้ประโยชน์จากราคาพลังงานสูงขึ้นคือกลุ่ม พลังงาน และ โรงกลั่น เพราะส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์มีโอกาสดีขึ้น แต่กลุ่มที่เสี่ยงถูกกดดันคือ ขนส่ง ค้าปลีก และธุรกิจที่ใช้พลังงานเข้มข้น นอกจากนี้ หากเงินเฟ้อในประเทศขยับสูงขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจชะลอการลดดอกเบี้ย ส่งผลลบต่อหุ้นที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น อสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มเช่าซื้อ
ทองคำ พันธบัตรระยะสั้น และการจัดพอร์ตในภาวะไม่แน่นอน
ท่ามกลางความเสี่ยงจากพลังงานและเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ทองคำ ยังถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ดี โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวจากดอกเบี้ยที่สูงนานเกินไป อย่างไรก็ตาม หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐยังทรงตัวในระดับสูง ทองคำอาจเผชิญแรงขายระยะสั้นจากต้นทุนค่าเสียโอกาสที่เพิ่มขึ้น
นักลงทุนจึงอาจต้องกระจายความเสี่ยงด้วยการถือ เงินสด และ ตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรักษาสภาพคล่องรอจังหวะลงทุนเมื่อสถานการณ์ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีโอกาสได้ประโยชน์จากวัฏจักรพลังงาน หากสหรัฐตัดสินใจยกเว้นการแบนส่งออกดีเซลให้พันธมิตรบางประเทศ ความผันผวนของตลาดอาจผ่อนคลายลง และช่วยลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อโลกได้บางส่วน
- ประเด็นหลัก: สหรัฐอาจจำกัดส่งออกดีเซล กระทบราคาพลังงานโลก
- ผลต่อเศรษฐกิจ: เงินเฟ้อสูงขึ้น ต้นทุนขนส่งและโลจิสติกส์เพิ่ม
- ผลต่อตลาดทุน: หุ้นพลังงานได้ประโยชน์ หุ้นเทคฯ และหุ้นอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยถูกกดดัน
- มุมมองไทย: ต้นทุนพลังงานสูงขึ้นกระทบผู้บริโภคและอาจชะลอการลดดอกเบี้ย
- สินทรัพย์ทางเลือก: ทองคำและตราสารหนี้ระยะสั้นน่าสนใจในภาวะผันผวน