ธนาคารกลางแคนาดาเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก สงครามการค้าปะทะแรงกดดันเงินเฟ้อพลังงาน ชี้ชะตาขึ้นหรือคงดอกเบี้ย
ธนาคารกลางแคนาดา (Bank of Canada) กำลังอยู่ในจุดตัดสินใจที่ยากที่สุดครั้งหนึ่งของปี เมื่อแรงกดดันจากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ปะทะกับเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ตลาดการเงินประเมินว่าการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 28 ตุลาคมยังเป็นการตัดสินใจที่ไม่แน่นอน และมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยใกล้เคียง 50-50
โทนี กราเวลล์ รองผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดา เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินกำลังถกเถียงกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับการชั่งน้ำหนักผลกระทบจากภาวะช็อกจากพลังงานกับความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยกังวลว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจส่งผ่านไปยังสินค้าและบริการวงกว้าง และกระตุ้นแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ในระยะต่อไป
แรงกดดันจากพลังงานและการค้าเพิ่มความซับซ้อน
กราเวลล์ระบุว่า สถานการณ์ในเวลานี้ “ซับซ้อนมาก” เพราะธนาคารกลางต้องประเมินทั้งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจจากความตึงเครียดทางการค้า และความเสี่ยงที่ราคาพลังงานจะแพร่กระจายไปสู่ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในวงกว้าง หากแรงกดดันดังกล่าวยืดเยื้อ อาจนำไปสู่ผลกระทบรอบสอง (second-round effects) ซึ่งทำให้เงินเฟ้อควบคุมได้ยากขึ้น
การยกระดับความขัดแย้งทางการค้าระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ ยังอาจกดดันความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและการลงทุน ขณะเดียวกันก็สร้างความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะกลาง ทำให้คณะกรรมการต้องเลือกอย่างระมัดระวังว่าจะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นเพื่อสกัดเงินเฟ้อ หรือคงดอกเบี้ยไว้เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกระแทกต่อกิจกรรมเศรษฐกิจ
ตลาดมองโอกาสขึ้นดอกเบี้ยแบบสูสี
มุมมองของกราเวลล์สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาดที่มองว่าการประชุมครั้งหน้าเป็น“live decision” หรือการตัดสินใจที่ยังเปิดกว้าง โดยนักลงทุนในสัญญา overnight swaps ประเมินโอกาสขึ้นดอกเบี้ยไว้ในระดับใกล้เคียงครึ่งต่อครึ่ง พร้อมคาดว่าธนาคารกลางอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม100 basis points ภายในเดือนมิถุนายนปีหน้า หากแรงกดดันด้านราคาไม่ผ่อนคลายลง
ในการประชุมเดือนกันยายน ธนาคารกลางแคนาดาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่2.25% เป็นครั้งที่ 7 ติดต่อกัน โดยสรุปการหารือสะท้อนว่าคณะกรรมการมีมุมมองแตกต่างกันต่อขนาดของช่องว่างผลผลิต (output gap) แม้จะเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะอุปทานส่วนเกินก็ตาม ความเห็นที่ไม่ลงรอยนี้ทำให้แนวทางนโยบายในระยะถัดไปยิ่งคาดเดาได้ยาก
เงินเฟ้อยังไม่ยอมลดลงเร็ว
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของแคนาดายังอยู่ราว3% ต่อเนื่องหลายเดือน ขณะที่มาตรวัดเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ใกล้เป้าหมาย2% ในระดับรายปี อย่างไรก็ตาม แรงกดดันรายเดือนเริ่มเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าเงินเฟ้อฝั่งต้นทุนยังไม่จบง่าย ๆ สำนักงานสถิติแคนาดาจะรายงานข้อมูลเงินเฟ้อครั้งต่อไปในวันที่19 ตุลาคม ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญก่อนการประชุมธนาคารกลางรอบใหม่
หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด ความเป็นไปได้ที่จะเห็นการขึ้นดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นทันที แต่หากตัวเลขชะลอลงและสัญญาณเศรษฐกิจอ่อนแรงมากขึ้น ธนาคารกลางอาจเลือกคงดอกเบี้ยเพื่อรอดูทิศทางข้อมูลอีกระยะหนึ่ง
ผลกระทบต่อสินทรัพย์การลงทุนและมุมมองต่อไทย
ในมุมมองของตลาดโลก หากธนาคารกลางแคนาดาเลือกขึ้นดอกเบี้ย จะสะท้อนแนวโน้มการคุมเข้มทางการเงินในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วต่อเนื่อง ซึ่งอาจดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้สูงขึ้น และกดดันหุ้นกลุ่มเติบโตที่ไวต่ออัตราคิดลด ในทางกลับกัน หากเลือกคงดอกเบี้ย ตลาดอาจตีความว่าธนาคารกลางให้น้ำหนักต่อความเสี่ยงเศรษฐกิจมากกว่าเงินเฟ้อในรอบนี้
สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นนี้ยังเป็นสัญญาณว่าเงินเฟ้อจากพลังงานเป็นแรงกดดันระดับโลกที่อาจกระทบต้นทุนนำเข้าและความผันผวนของตลาดการเงินไทยด้วย นอกจากนี้ ทิศทางนโยบายของธนาคารกลางหลักอย่างเฟดและธนาคารกลางแคนาดาอาจส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย อัตราดอกเบี้ยในประเทศ และบรรยากาศการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับภาคส่งออกของไทย
สินทรัพย์ปลอดภัยอาจกลับมาเด่น
ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำอาจกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความผันผวนของตลาด ขณะเดียวกัน พันธบัตรระยะยาวอาจเผชิญแรงขายหากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นยืดเยื้อ นักลงทุนจึงควรพิจารณากระจายพอร์ตไปยังสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อ เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นพลังงาน หรือโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นต่อภาวะตลาดที่ผันผวน
โดยสรุป การตัดสินใจของธนาคารกลางแคนาดาครั้งต่อไปจะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของทิศทางนโยบายการเงินโลก ว่าธนาคารกลางจะให้น้ำหนักกับการสกัดเงินเฟ้อมากกว่าความเสี่ยงต่อการเติบโต หรือเลือกชะลอการคุมเข้มเพื่อรอความชัดเจนของข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะถัดไป