| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดไร้ทิศทางในวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) โดยดาวโจนส์ปิดลดลง 161 จุด ขณะที่ S&P 500 ลดลงเล็กน้อย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,349.98 จุด ลดลง 161.61 จุด (-0.31%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,704.13 จุด ลดลง 1.90 จุด (-0.02%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,939.37 จุด เพิ่มขึ้น 3.34 จุด (+0.01%) ดัชนี S&P500 และแนสแดครีบาวด์หลังจากลงไปแตะระดับต่ำสุดของวัน หลังสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า คณะเจรจาของสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังหารือแนวทางยุติสงครามโดยแบ่งเป็นระยะ ซึ่งอาจรวมถึงการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และสหรัฐฯ อาจยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันยังปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับตะวันออกกลาง หลังผู้นำสหรัฐฯ และอิหร่านตอบโต้กันอย่างรุนแรงในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ กลุ่มฮูตียังยิงขีปนาวุธโจมตีซาอุดีอาระเบีย ซึ่งสร้างความกังวลว่าอาจทำให้อุปทานน้ำมันชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นกว่า 3% ปิดที่เกือบ 107 ดอลลาร์/บาร์เรล บิลล์ นอร์ธีย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการลงทุนของ U.S. Bank Wealth Management กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำว่า ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดตอนนี้มีเพียงเรื่องเดียว นั่นคือราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดทุนในวงกว้าง อัตราผลตอบแทนสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น โดยบอนด์ยีลด์อายุ 30 ปีแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2004 โดยอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นส่งผลให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับหุ้น ที่ให้ผลตอบแทนไม่แน่นอน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้การต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนที่ทำเนียบขาว ก่อนการประชุมสุดยอดที่คาดว่า บรรยากาศการหารือจะเป็นไปในเชิงสัญลักษณ์ มากกว่าความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในประเด็น AI, การค้า, ไต้หวัน และสงครามในตะวันออกกลาง ข้อมูลเมื่อวันพุธบ่งชี้ว่า กิจกรรมภาคธุรกิจของสหรัฐฯ แข็งแกร่งขึ้น หลังดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต-บริการเบื้องต้นเดือนก.ย. สูงสุดในรอบ 62 เดือน ส่งผลให้ตลาดเพิ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง หลังปรับขึ้น 0.25% ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยขณะนี้นักลงทุนในตลาดคาดการณ์ว่ามีโอกาสเกือบ 70% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนหน้า ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME จอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟด สาขานิวยอร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการเฟดที่มีสิทธิโหวตกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่เฟดอาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้ ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้น 8 จาก 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปรับตัวลง นำโดยกลุ่มวัสดุที่ลดลง 1.18% ตามด้วยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งลดลง 0.96% - หุ้นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ AI เคลื่อนไหวผสมผสาน โดยหุ้น Microsoft ลดลง 0.5% ขณะที่ Broadcom ร่วง 1.3% ส่วน Advanced Micro Devices เพิ่มขึ้น 2.4% ด้าน Meta Platforms พุ่งขึ้น 4.5% หลังจากเปิดตัวอุปกรณ์พกพาขนาดเล็กสำหรับใช้งานร่วมกับผู้ช่วย AI ที่เพิ่งเปิดตัว - หุ้น Oracle ร่วง 3.5% หลังมีรายงานว่าบริษัทได้ส่งหนังสือแจ้งเหตุสุดวิสัยไปยังดาต้าเซ็นเตอร์แห่งหนึ่งในรัฐนิวเม็กซิโก ขณะที่หุ้น Blue Owl ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการดังกล่าวก็ปรับตัวลงอย่างหนักเช่นกัน - หุ้น MGM Resorts ร่วงลง 11% หลัง People ของแบร์รี ดิลเลอร์ เจ้าพ่อสื่อ ยกเลิกข้อเสนอซื้อกิจการผู้ประกอบการคาสิโนดังกล่าว ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 16,800 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 16,700 ล้านหุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 14 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 41 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 53 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 238 ตัว ที่มา Reuters |