จีนเตรียมเร่งออกพันธบัตรรัฐบาล จับตา PBOC บริหารสภาพคล่องรองรับอุปทานใหม่
รัฐบาลจีนกำลังเร่งรัดการใช้จ่ายทางการคลังเพื่อประคองเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้ตลาดคาดว่าการออกพันธบัตรรัฐบาลจีนจะเร่งตัวขึ้นในช่วงปลายปี ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิดว่าธนาคารประชาชนจีน (PBOC) จะอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อรองรับอุปทานพันธบัตรใหม่มากน้อยเพียงใด เพราะการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจกระทบทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตร เงินหยวน และกระแสเงินทุนในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย
การออกพันธบัตรยังต่ำกว่าปีก่อน แต่มีแนวโน้มเร่งขึ้น
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ณ สิ้นเดือนสิงหาคม รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นของจีนใช้โควตาการออกพันธบัตรในปีนี้ไปเพียงราว 68% ต่ำกว่าระดับ 76% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ความคืบหน้าในการออกพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่เพียง 65% ของโควตา ซึ่งถือว่าช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 อย่างไรก็ตาม ผู้นำจีนได้ให้คำมั่นว่าจะเร่งรัดการดำเนินงานตามงบประมาณปีนี้ ทำให้ตลาดคาดว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอุปทานพันธบัตรใหม่อาจไหลเข้าสู่ตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
แรงกดดันดังกล่าวทำให้นักลงทุนเริ่มประเมินว่า PBOC อาจจำเป็นต้องใช้เครื่องมือด้านสภาพคล่องมากขึ้น เพื่อไม่ให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับขึ้นเร็วเกินไปและกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน
ผลกระทบต่อพันธบัตรโลกและบทบาทของ PBOC
จีนเป็นตลาดพันธบัตรที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ดังนั้นการเร่งออกพันธบัตรรัฐบาลย่อมส่งผลต่อสินทรัพย์ทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นแรกคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนอาจปรับตัวสูงขึ้นจากแรงกดดันด้านอุปทาน และอาจส่งผ่านไปยังตลาดพันธบัตรโลก โดยเฉพาะในเอเชียเกิดใหม่ที่มักเคลื่อนไหวตามบรรยากาศความเสี่ยงของภูมิภาค
ประเด็นที่สองคือ PBOC อาจต้องเพิ่มการดำเนินการผ่าน reverse repo หรือ Medium-term Lending Facility (MLF) เพื่อรักษาเสถียรภาพสภาพคล่องและช่วยพยุงความเชื่อมั่นของตลาด หากสภาพคล่องในระบบตึงตัวเกินไป อาจกระทบทั้งอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนและต้นทุนทางการเงินในประเทศ
มุมมองนักวิเคราะห์: ยังมีพื้นที่นโยบายรองรับแรงกดดัน
Lynn Song หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคจีนใหญ่แห่ง ING Bank มองว่า สัญญาณนโยบายในช่วงนี้เน้นที่การเร่งใช้จ่ายทางการคลังเป็นหลัก จึงมีแนวโน้มเห็นปริมาณการออกพันธบัตรในช่วงท้ายปีเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เธอคาดว่า หากไม่มีมาตรการดูดซับหรือป้องกันแรงกระแทกเพิ่มเติม อัตราผลตอบแทนอาจขยับขึ้นก่อนสิ้นปี แม้จะยังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นนักลงทุนที่อ่อนแอและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังไม่แข็งแรง
ด้าน Yang Yewei หัวหน้านักวิเคราะห์พันธบัตรแห่ง Guosheng Securities ระบุว่า เป้าหมายสำคัญของ PBOC คือทำให้การออกพันธบัตรรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น โดยไม่ปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงเกินไป เขายังชี้ว่า PMI ภาคการผลิตของจีนในเดือนสิงหาคมยังอยู่ในโซนหดตัว สะท้อนแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่ยังมีอยู่ ขณะเดียวกัน PBOC ได้อัดฉีดสภาพคล่องเพียง 1 แสนล้านหยวนในเดือนสิงหาคม ผ่าน MLF และ outright reverse repo ลดลงมากจาก 8 แสนล้านหยวนในเดือนกรกฎาคม ซึ่งสะท้อนว่ายังมีพื้นที่เชิงนโยบายเพียงพอรับมือแรงกดดันจากการออกพันธบัตรในอนาคต
ผลต่อผู้ลงทุนไทย: พันธบัตร หุ้น บาท และทองคำ
สำหรับนักลงทุนไทย การเร่งออกพันธบัตรรัฐบาลจีนมีช่องทางส่งผ่านที่ควรติดตามอย่างน้อย 3 ด้าน ประการแรก หาก PBOC เพิ่มสภาพคล่องมากขึ้น อาจช่วยกดดันอัตราดอกเบี้ยในจีนและกระตุ้นให้เงินทุนบางส่วนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นไทย
ประการที่สอง หากมาตรการกระตุ้นการคลังของจีนได้ผล จะช่วยหนุนความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อภาคพลังงาน ปิโตรเคมี และการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย ประการที่สาม หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจีนปรับขึ้นเร็วเกินไป อาจทำให้เงินทุนบางส่วนไหลกลับเข้าสู่จีนและกดดันตลาดหุ้นรวมถึงค่าเงินบาทในระยะสั้น นักลงทุนไทยจึงควรระวังความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวที่อาจขยับตาม
ในมุมของสินทรัพย์ทางเลือก การเร่งออกพันธบัตรของจีนไม่ได้เปลี่ยนแนวโน้มระยะยาวของทองคำโดยตรง แต่หากอัตราผลตอบแทนทั่วโลกสูงขึ้นจากแรงกดดันด้านอุปทาน จะเพิ่มต้นทุนโอกาสของการถือครองทองคำและอาจกดดันราคาในระยะสั้น ตรงกันข้าม หาก PBOC อัดฉีดสภาพคล่องจนดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลง ก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ นอกจากนี้ การขยายตัวทางการคลังของจีนยังอาจช่วยหนุนราคาทองแดงและน้ำมัน ซึ่งมีประโยชน์ต่อการป้องกันเงินเฟ้อในพอร์ตการลงทุน
สรุปภาพรวมที่นักลงทุนควรติดตาม
- การออกพันธบัตรจีน มีแนวโน้มเร่งตัวในช่วงปลายปีตามนโยบายการคลัง
- PBOC อาจต้องใช้ reverse repo หรือ MLF เพื่อรักษาสภาพคล่อง
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตร มีโอกาสขยับขึ้น หากอุปทานใหม่เพิ่มเร็ว
- นักลงทุนไทย ควรติดตามผลต่อเงินบาท พันธบัตร หุ้น และสินค้าโภคภัณฑ์
โดยสรุป การเร่งออกพันธบัตรรัฐบาลจีนเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ตลาดการเงินโลกต้องจับตา เพราะไม่เพียงสะท้อนทิศทางนโยบายการคลังของจีนเท่านั้น แต่ยังอาจกำหนดจังหวะการบริหารสภาพคล่องของ PBOC และสร้างผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วเอเชียในช่วงที่เหลือของปีนี้