ตลาดแรงงานสหรัฐฯ อ่อนแรง: ค่าจ้างโตช้าสุดในรอบ 5 ปี ความเชื่อมั่นพนักงานดิ่งทำสถิติใหม่ 'วันแรงงาน' ไม่มีอะไรฉลอง
ในวันแรงงานสหรัฐฯ ปีนี้ สัญญาณจาก ตลาดแรงงานสหรัฐฯ บ่งชี้ชัดว่าพนักงานออฟฟิศกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้ง ค่าจ้างที่เติบโตช้าที่สุดในรอบกว่า 5 ปี ความเชื่อมั่นที่ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และโอกาสในการย้ายงานที่ดูไม่สดใสเท่าก่อนหน้า ขณะเดียวกัน การเลื่อนตำแหน่งลดลง สวัสดิการถูกตัด และความกังวลเรื่อง AI กับการเลิกจ้างก็ยิ่งทำให้บรรยากาศในที่ทำงานตึงเครียดมากขึ้น
ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าถึงแม้หลายคนอยากลาออกเพื่อหางานที่ดีกว่า แต่พวกเขากลับไม่กล้าตัดสินใจ เพราะตลาดจ้างงานไม่ได้เปิดกว้างเหมือนเดิม อัตราการลาออกอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี ขณะที่ผู้สมัครงานจำนวนมากเรียกร้องค่าตอบแทนขั้นต่ำในการเปลี่ยนงานสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทว่าเมื่อได้งานใหม่จริง รายได้เพิ่มขึ้นกลับไม่ได้มากอย่างที่คาดหวัง
พนักงานออฟฟิศอึดอัด แต่ตลาดแรงงานไม่ได้แย่เท่ากันทุกกลุ่ม
Cory Stahle นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Indeed ระบุว่า หากเป็นพนักงานออฟฟิศสถานการณ์ “ค่อนข้างแย่” เพราะคนทำงานไม่รู้สึกดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็หางานใหม่ที่จ่ายดีกว่าไม่ได้ อีกทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งอาหารและน้ำมัน ยิ่งเพิ่มความหงุดหงิดในชีวิตประจำวัน
อย่างไรก็ตาม ความอ่อนแรงนี้ไม่ได้กระจายเท่ากันทั้งตลาดแรงงาน พนักงานระดับเริ่มต้นและผู้จบการศึกษาใหม่ได้รับผลกระทบหนักกว่าคนที่มีประสบการณ์ ขณะที่บางอุตสาหกรรม เช่น Healthcare และ Construction ยังเติบโตได้ดีจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งสังคมผู้สูงอายุและการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล Data Center
ตัวเลขการจ้างงานเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด โดยได้แรงหนุนจากภาคโรงแรมและการศึกษาในท้องถิ่น แต่ตัวเลขเชิงบวกดังกล่าวไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของแรงงานดีขึ้นมากนัก เพราะหลายคนยังมองว่าชีวิตการทำงานในปัจจุบันหนักและไม่มั่นคง
เลย์ออฟ ความไม่แน่นอน และประกาศรับสมัครงานที่ไม่จริง
ความไม่สบายใจของแรงงานยิ่งชัดจากกรณีเลย์ออฟในบริษัทใหญ่หลายแห่ง เช่น Uber, Visa และ Starbucks ซึ่งสร้างความตื่นตัวให้คนทำงานว่าแม้อัตราการเลิกจ้างจะลดลงในภาพรวม แต่ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่
หลายคนยังต้องเผชิญกับกระบวนการสมัครงานที่ไม่เป็นส่วนตัวมากขึ้น ต้องส่งวิดีโอตอบคำถาม หรือผ่านขั้นตอนคัดเลือกที่ดูห่างเหิน ขณะเดียวกัน ยังมีปรากฏการณ์ Ghost Job Postings หรือประกาศรับสมัครงานที่ไม่มีเจตนาจะจ้างจริง เกือบ 1 ใน 5 ของประกาศงานทั้งหมด ตามข้อมูลของ Greenhouse สิ่งนี้ยิ่งทำให้ผู้สมัครรู้สึกว่าการหางานใหม่ไม่ได้ง่ายอย่างที่ตัวเลขในตลาดแรงงานบอก
กรณีตัวอย่างของผู้อำนวยการฝ่ายระดมทุนในองค์กรไม่แสวงหากำไรสะท้อนภาพของคนทำงานจำนวนมากที่รู้สึกเหมือนเป็น “ฟันเฟืองในเครื่องจักร” แรงกดดันจากผู้บริหารสูง แต่ตำแหน่งที่เหมาะสมกลับมีน้อย และกระบวนการสมัครงานก็ไม่ตอบโจทย์ความเป็นมนุษย์เท่าที่ควร
ค่าจ้างไม่โตทันเงินเฟ้อ และคนทำงานเริ่มประเมินคุณค่าตัวเองใหม่
ข้อมูลจาก NY Fed ระบุว่า Reservation Wage หรือค่าชดเชยขั้นต่ำที่แรงงานยอมรับได้สำหรับงานใหม่ พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนกรกฎาคม สะท้อนว่าพนักงานต้องการความคุ้มค่ามากขึ้นก่อนย้ายงาน Nela Richardson หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ADP ชี้ว่าการเปลี่ยนงานเคยเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการหนีเงินเฟ้อ แต่ปัจจุบันคนที่ทำเช่นนั้นกลับมีน้อยลง
งานวิจัยจาก ADP และ University of Chicago ยังพบว่า พนักงานที่อยู่กับบริษัทเดิมในช่วงปี 2021-2024 มากกว่า 2 ใน 5 มีรายได้ที่แท้จริงลดลง ขณะที่ Brad Hershbein จาก Upjohn Institute มองว่าการเติบโตของค่าจ้างที่รวดเร็วในช่วงปี 2015-2021 อาจเป็นเพียงเหตุการณ์ที่ผิดปกติ และตอนนี้ตลาดกำลังกลับเข้าสู่ภาวะชะงักงันอีกครั้ง
อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญคือแนวโน้มให้นายจ้างผลักภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นให้พนักงาน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ผลสำรวจของ Marsh คาดว่าค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสุขภาพต่อพนักงานจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8.2% ในปี 2027 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2003 และมีนายจ้างมากกว่าหนึ่งในสามที่วางแผนเพิ่มเบี้ยประกันสุขภาพขึ้น 10% หรือมากกว่า
AI และนโยบาย RTO เปลี่ยนความหมายของงาน
การกลับเข้าออฟฟิศแบบเข้มงวดหรือ RTO รวมถึงวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นผลงานสูง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวกับงานกลับมาตึงอีกครั้ง หลังจากช่วงโรคระบาดที่ทำงานจากบ้านทำให้หลายคนได้เห็นความยืดหยุ่นของชีวิตมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ความกังวลเรื่อง AI ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้คนทำงานต้องเร่งปรับตัว แม้ผลกระทบต่อการจ้างงานยังไม่ชัดเจน แต่ BLS ระบุว่ามีถึง 45 อาชีพ ที่อาจเผชิญความต้องการลดลงในทศวรรษหน้า รวมถึงนักประชาสัมพันธ์และเว็บดีเวลอปเปอร์ Bill Gates ยังเคยกล่าวว่า “ไม่มีแผนที่จะทำให้การเข้าสู่ยุค AI เป็นเรื่องง่าย” ซึ่งสะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะไม่ราบรื่นสำหรับทุกคน
ด้านสหภาพแรงงาน พนักงานที่เป็นสมาชิกยังมีสิทธิคุ้มครองมากกว่า แต่มีเพียง 1 ใน 10 เท่านั้นที่เป็นสมาชิกสหภาพ และสัดส่วนดังกล่าวลดลงมากเมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้แรงงานจำนวนมากไม่มีอำนาจต่อรองมากนักในตลาดที่เปลี่ยนเร็ว
คนรุ่นใหม่เลือกเดินออกจากระบบเดิม
ท่ามกลางความไม่แน่นอน พนักงานบางส่วน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เริ่มเลือกเดินออกจากการแข่งขันในตลาดแรงงานแบบเดิมไปสู่การเป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง ตัวเลขการยื่นขอจัดตั้งธุรกิจใหม่จากกลุ่ม Gen Z เพิ่มขึ้นประมาณ 66% ในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนมิถุนายน เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่ากลุ่มอายุอื่น ๆ ตามรายงานของ Bank of America Institute
Heather Long หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Navy Federal Credit Union มองว่านี่คือช่วงของการตั้งคำถามใหม่ว่า “งาน” มีความหมายอย่างไร และควรให้ความสำคัญแค่ไหน คนจำนวนมากพร้อมเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง หากไม่พอใจกับสิ่งที่เห็นในที่ทำงานแบบเดิม และนั่นอาจเป็นรูปแบบการ “ต่อสู้กลับ” ของแรงงานยุคใหม่
โดยภาพรวม ข่าวในวันแรงงานครั้งนี้สะท้อนว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่ซับซ้อน ทั้งค่าจ้างที่โตช้า ความมั่นคงที่ลดลง ต้นทุนสุขภาพที่สูงขึ้น และความกดดันจาก AI ทำให้คนทำงานต้องประเมินทั้งอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตใหม่อีกครั้ง