รมว.คลังอังกฤษคนใหม่เน้น 'ลดกฎระเบียบ' แทน 'เพิ่มงบ' ท่ามกลางต้นทุนกู้ยืมพุ่ง
จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีคลังอังกฤษ เปิดฉากนโยบายเศรษฐกิจครั้งแรกด้วยการส่งสัญญาณชัดว่า รัฐบาลแรงงานจะหันไปเน้น การลดกฎระเบียบ การกระจายอำนาจ และการปรับโครงสร้างภาครัฐ มากกว่าการอัดฉีดงบประมาณหรือการลดภาษีครั้งใหญ่ ขณะที่ ต้นทุนการกู้ยืมของอังกฤษพุ่งสูง จนจำกัดพื้นที่ทางการคลังอย่างมาก และทำให้การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นไปได้ยาก
สุนทรพจน์สำคัญที่เมืองโคเวนทรีสะท้อนว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแอนดี้ เบิร์นแฮมกำลังเผชิญแรงกดดันจากตลาดพันธบัตร ภาวะต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้แนวทางหลักของฮีลีย์เป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้วยวินัยทางการคลังและการทำให้ภาครัฐทำงานเร็วขึ้น แทนการใช้จ่ายแบบเร่งตัว
สัญญาณจากรัฐบาล: วินัยการคลังมาก่อนการขยายงบ
ฮีลีย์ระบุชัดว่า การตัดสินใจเชิงนโยบายในระยะนี้จะอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง โดยเตือนเป็นนัยว่าอาจต้องพิจารณา ขึ้นภาษี หรือ ลดการใช้จ่าย หากสถานการณ์งบประมาณบีบตัวมากขึ้น เพราะตลาดได้ “มัดมือ” รัฐบาลไว้แล้วผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยรัฐเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สำนักงานความรับผิดชอบด้านงบประมาณ หรือ OBR กำลังจัดทำประมาณการก่อนงบประมาณวันที่ 28 ตุลาคม ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า กันชนทางการคลังมูลค่า 2.36 หมื่นล้านปอนด์ ที่ประเมินไว้ในเดือนมีนาคม อาจถูกลดทอนลงไปแล้วครึ่งหนึ่งจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ
ลดกฎระเบียบ หนุนธุรกิจ และกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
แทนที่จะเน้นมาตรการกระตุ้นแบบเดิม ฮีลีย์เลือกวางกรอบนโยบายที่มุ่ง ปลดล็อกการเติบโต ผ่านการปรับโครงสร้างรัฐ เขาประกาศแนวทางลดกฎระเบียบธุรกิจลง 25% ภายในปี 2029 พร้อมยุติ “วัฒนธรรมการปรึกษาหารือ” ที่ทำให้การตัดสินใจล่าช้า โดยต้องการให้ภาครัฐตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นและชัดเจนขึ้น
ในด้านการสนับสนุนเศรษฐกิจภูมิภาค รัฐบาลจัดสรรวงเงิน 150 ล้านปอนด์ ให้ British Business Bank เพื่อหนุนบริษัทในภาคเหนือของอังกฤษ พร้อมวางแผนให้เมืองทางเหนือร่วมมือกับ National Wealth Fund เพื่อดึงดูดการลงทุน นอกจากนี้ยังมีแนวคิดใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐสนับสนุนบริษัทอังกฤษ และเปิดทางให้ท้องถิ่นเก็บภาษีเงินได้ที่จัดเก็บในพื้นที่ได้มากขึ้น
- 150 ล้านปอนด์ สำหรับ British Business Bank
- ลดกฎระเบียบธุรกิจลง 25% ภายในปี 2029
- ใช้การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐหนุนบริษัทอังกฤษ
- กระจายอำนาจและรายได้ภาษีสู่ท้องถิ่น
ภาคธุรกิจตอบรับ แต่ยังรอรายละเอียด
เสียงจากภาคเอกชนตอบรับเชิงบวกต่อทิศทางดังกล่าว โดย Louise Hellem ประธานนักเศรษฐศาสตร์ของ CBI มองว่าการเริ่มปลดล็อกการเติบโตระดับภูมิภาคตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ขณะที่ Shevaun Haviland จาก British Chambers of Commerce เห็นว่าการเติบโตทั่วประเทศคือทางออกที่ยั่งยืนต่อวิกฤตค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่า การกระจายอำนาจอาจต้องเน้นการย้ายทรัพยากรที่มีอยู่ มากกว่าการสร้างงบก้อนใหม่ Michael Saunders จาก Oxford Economics ระบุว่าประเด็นสำคัญคือการทำให้เงินและอำนาจตัดสินใจอยู่ใกล้พื้นที่มากขึ้น เพื่อให้เกิดผลจริงต่อเศรษฐกิจภูมิภาค
ภาพรวมการเมืองการคลังอังกฤษยังเปราะบาง
เบิร์นแฮมเขียนใน Sunday Times ว่าโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมทำให้เกิด “รัฐผู้กำกับดูแล” และอำนาจถูกกระจายไปยังองค์กรที่ห่างไกลจากการตัดสินใจหลัก ฮีลีย์จึงต้องการยกระดับความรับผิดชอบของนักการเมือง ลดการผลักภาระให้หน่วยงานกำกับดูแล และสร้าง “รัฐที่กระตือรือร้น” ที่ตอบสนองเร็วขึ้นและให้ความแน่นอนแก่ภาคเอกชน
สำหรับงบประมาณนี้ การตัดสินใจใหญ่ เช่น การเพิ่มงบกลาโหมเป็น 3% ของ GDP ยังไม่เกิดขึ้น โดยคาดว่าจะไปอยู่ในแผน 10 ปีของนายกรัฐมนตรีและการทบทวนการใช้จ่ายในปีหน้า ขณะที่ฮีลีย์และ Louise Haigh รัฐมนตรีหมายเลขหนึ่ง ย้ำในจดหมายถึงรัฐมนตรีว่า การปฏิรูปครั้งนี้มีเป้าหมายฟื้นความรู้สึกเป็นเจ้าของในภาครัฐ เพราะการสัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลงนั้นง่าย แต่สิ่งที่ยากคือการทำให้เกิดขึ้นจริง
โดยสรุป ฮีลีย์กำลังส่งสัญญาณว่าอังกฤษจะพยายามฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจผ่านการทำให้รัฐคล่องตัว ลดอุปสรรคต่อธุรกิจ และสร้างการเติบโตที่กระจายตัวมากขึ้น ทว่าแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมและวินัยทางการคลังยังคงเป็นโจทย์หลักที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในมุมของนักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนไทยที่ติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก ค่าเงิน และสินทรัพย์ปลอดภัย