พรรคยูไนเต็ดรัสเซียชนะเลือกตั้งสภาดูมา 57% คว้าเสียงข้างมาก จับตาความเสี่ยงระดมพลและสินทรัพย์ลงทุน
ผลนับคะแนนเบื้องต้นของการเลือกตั้งสภาดูมารัสเซียสะท้อนว่า พรรคยูไนเต็ดรัสเซีย ของรัฐบาลมีแนวโน้มชนะอย่างขาดลอย ด้วยคะแนนสนับสนุน 57.04% จากการนับไปแล้ว 25.21% และยังนำใน 161 จาก 225 เขตเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ทำให้พรรคมีโอกาสกลับมาครองเสียงข้างมากตามรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่ได้เสียงเกินสองในสามของสภาล่างอีกครั้ง ขณะที่อัตราผู้มาใช้สิทธิ์อยู่ที่ 57% สูงกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2021
การเลือกตั้งครั้งนี้มีความหมายมากกว่าผลทางการเมือง เพราะเกิดขึ้นหลังรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และสถานการณ์ยืดเยื้อมาถึงปีที่ 5 แล้ว ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เริ่มเผชิญแรงกดดันจาก เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยระดับสูง และ การเติบโตต่ำ จากการใช้จ่ายด้านทหารมหาศาล ประเด็นที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดคือความกังวลว่าเครมลินอาจประกาศ ระดมพลครั้งใหญ่ หลังการเลือกตั้ง แม้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินจะปฏิเสธว่าเป็นเรื่องไร้สาระก็ตาม
ผลเลือกตั้งตอกย้ำโครงสร้างการเมืองที่ไม่เปลี่ยนแปลง
ชัยชนะของยูไนเต็ดรัสเซียสะท้อนว่าระบบการเมืองรัสเซียยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรครัฐบาลอย่างเหนียวแน่น โดยพรรคนี้ครองเสียงข้างมากในสภาล่างมาตั้งแต่ปี 2003 ขณะเดียวกัน พรรคร่วมฝ่ายค้านที่ประกาศต่อต้านสงครามแทบไม่มีพื้นที่ให้แข่งขันอย่างเสรี ตัวอย่างเช่นพรรค Yabloko ที่ถูกศาลสูงสุดตัดสิทธิ์จากบัญชีรายชื่อ หลังประกาศหาเสียงด้วยแคมเปญ “เพื่อสันติภาพและเสรีภาพ” รวมถึงกรณีของ Lev Shlosberg รองหัวหน้าพรรค ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 11 ปี 1 เดือน ภายใต้กฎหมายข่าวปลอมจากการคัดค้านสงคราม
สำหรับนักลงทุนทั่วโลก ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครชนะเลือกตั้ง แต่คือ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่ยังไม่ลดลงและอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และแนวโน้มดอกเบี้ยโลกอย่างต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความเป็นไปได้ของมาตรการใหม่จากรัสเซียทำให้ตลาดต้องประเมินความผันผวนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อสงครามและมาตรการคว่ำบาตรยังเป็นปัจจัยที่กดดันบรรยากาศการลงทุน
ผลกระทบต่อตลาดการเงินและสินทรัพย์ลงทุน
หากตลาดยังคงกังวลเรื่องการระดมพลหรือความตึงเครียดทางการเมือง กระแสเงินลงทุนอาจไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงและเคลื่อนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล และ ทองคำ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะยังเป็นตัวแปรสำคัญที่เชื่อมโยงรัสเซียกับตลาดทุนทั่วโลก เพราะต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจผลักเงินเฟ้อให้ยืดเยื้อ และทำให้ธนาคารกลางคงดอกเบี้ยระดับสูงนานขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าหุ้นเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดหุ้นโลก
ในมุมของนักลงทุนไทย ข่าวนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะผลกระทบสามารถส่งผ่านมายังเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยได้หลายทาง โดยเฉพาะผ่าน ราคาน้ำมัน และ ต้นทุนการนำเข้า หากราคาพลังงานปรับขึ้นต่อเนื่อง กลุ่มพลังงานในตลาดหุ้นไทยอาจได้อานิสงส์จากราคาสินค้าที่สูงขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มที่ใช้พลังงานและขนส่งเป็นต้นทุนหลักอาจถูกกดดันเพิ่มเติม นอกจากนี้ เงินเฟ้อที่สูงขึ้นยังอาจกระทบกำลังซื้อในประเทศและความเชื่อมั่นผู้บริโภค
- กลุ่มพลังงาน: ได้ประโยชน์หากราคาน้ำมันและก๊าซปรับขึ้น
- กลุ่มขนส่งและสายการบิน: เผชิญต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น
- กลุ่มท่องเที่ยว: ต้องติดตามความเชื่อมั่นและบรรยากาศการเดินทางระหว่างประเทศ
- ทองคำ: เป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงในช่วงภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด
- พันธบัตรรัฐบาล: ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตในช่วงตลาดไม่แน่นอน
แนวทางจัดพอร์ตในภาวะความไม่แน่นอน
สำหรับการจัดพอร์ต การถือ ทองคำ ยังเป็นทางเลือกที่นักลงทุนใช้เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ แต่ควรระวังต้นทุนค่าเสียโอกาส โดยเฉพาะเมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ พันธบัตรรัฐบาล โดยเฉพาะของประเทศที่มีความน่าเชื่อถือสูง ยังทำหน้าที่เป็นกันชนของพอร์ตได้ดีในยามที่ตลาดหุ้นผันผวน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามการเคลื่อนไหวของ Bond Yield อย่างใกล้ชิด เพราะหากเงินเฟ้อไม่ลดลงตามคาด ธนาคารกลางอาจต้องคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่ตลาดประเมินไว้
สรุปแล้ว ข่าวการเลือกตั้งรัสเซียครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นการเมืองภายในประเทศ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า ทิศทางเงินลงทุนทั่วโลก ยังถูกขับเคลื่อนด้วยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนจึงควรจับตาราคาพลังงาน นโยบายการเงิน และความเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อปรับพอร์ตให้สมดุลระหว่างโอกาสและความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน