เบสเซนต์ชี้ราคาพลังงานโลกพุ่งจากสงครามยูเครน-อิหร่าน ฉุดค่าครองชีพสหรัฐฯ
ราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องกำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อค่าครองชีพในสหรัฐฯ และต่อเงินเฟ้อทั่วโลก โดยล่าสุด Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า แรงหนุนหลักส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งการที่ยูเครนใช้โดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของรัสเซีย และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้อุปทานพลังงานโลกตึงตัวและราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง
ราคาน้ำมันพุ่งและแรงส่งต่อเงินเฟ้อทั่วโลก
ความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบที่สำคัญที่สุดของโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาแตะระดับราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยืนอยู่ในโซนสูงอย่างมีนัยสำคัญ การปรับขึ้นของต้นทุนพลังงานไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ยังส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง วัตถุดิบ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้าง จนกลายเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในหลายประเทศ
ในฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ สถานการณ์ยิ่งตึงตัวเมื่อรัสเซียขยายมาตรการห้ามส่งออกดีเซลต่อไปจนถึงสิ้นเดือนนี้ ขณะที่สหรัฐฯ ต้องเร่งส่งออกดีเซลไปยังตลาดโลกจนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์ในประเทศกลับสวนทาง เพราะสต็อกดีเซลลดลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสต็อกดีเซลชายฝั่งตะวันออกที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนราคาน้ำมันเบนซินที่ปั๊มยังคงอยู่เหนือ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และราคาดีเซลขายปลีกก็มีแนวโน้มไต่ระดับขึ้นต่อเนื่อง
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดหุ้น
สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้มีความสำคัญโดยตรง เพราะไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและพลังงานในสัดส่วนสูง เมื่อราคาพลังงานโลกปรับขึ้น ต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงก็จะสูงตาม และอาจส่งแรงกดดันให้ภาครัฐต้องพิจารณามาตรการพยุงราคาพลังงานหรืออุดหนุนเพิ่มเติม ซึ่งอาจกระทบต่อวินัยการคลังในระยะถัดไป
ในมุมของตลาดหุ้นไทย กลุ่มที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากราคาพลังงานสูงคือ กลุ่มพลังงาน และ กลุ่มโรงกลั่น ที่อาจเห็นรายได้และมาร์จินดีขึ้นตามราคาผลิตภัณฑ์พลังงาน ขณะที่กลุ่มที่มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดัน ได้แก่ กลุ่มขนส่ง โลจิสติกส์ ค้าปลีก และ สินค้าอุปโภคบริโภค เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงและวัตถุดิบสูงขึ้น แต่ไม่สามารถผลักภาระไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในภาวะที่กำลังซื้อยังเปราะบาง
ด้านค่าเงินและกระแสเงินทุน หากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูงจากราคาพลังงาน ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดอาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า และอาจกดดันเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงตลาดหุ้นไทยได้ในระยะสั้น
ทองคำและสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
ในภาวะที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลายและเงินเฟ้อโลกกลับมาเร่งตัว ทองคำ ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนให้ความสนใจในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม หากเฟดยังไม่ลดดอกเบี้ยเพราะแรงกดดันเงินเฟ้อยังสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ หรือ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงจะยังเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำในระยะสั้น เนื่องจากทองคำไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
สำหรับผู้ลงทุนในพันธบัตร ภาวะราคาพลังงานสูงและเงินเฟ้อที่ยังไม่ลดลงอาจทำให้ Bond Yield ทรงตัวในระดับสูงต่อไป ส่งผลให้ราคาพันธบัตรยังถูกกดดัน ดังนั้นการจัดพอร์ตในช่วงนี้ควรเน้นการกระจายความเสี่ยง และอาจพิจารณาถือทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับแรงสั่นสะเทือนจากเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
ประเด็นที่นักลงทุนควรจับตา
- ความคืบหน้าของสงครามยูเครนและผลกระทบต่ออุปทานพลังงานรัสเซีย
- สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ
- ทิศทางราคาน้ำมันดิบและสต็อกดีเซลในสหรัฐฯ
- ท่าทีของเฟดต่อดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ
- ผลกระทบต่อหุ้นพลังงาน โรงกลั่น ขนส่ง และทองคำ
โดยสรุป ราคาพลังงานโลกที่อยู่ในระดับสูงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่กำลังเชื่อมโยงไปถึงเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ นโยบายการเงิน และการจัดพอร์ตลงทุนทั่วโลก นักลงทุนจึงควรติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพราะหากความตึงเครียดคลี่คลายได้ ราคาพลังงานอาจปรับลงเร็วและเปลี่ยนทิศทางของสินทรัพย์ทุกประเภทได้เช่นกัน