ญี่ปุ่นกำลังเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่หายากที่ไม่พึ่งพาจีน โดยหันมาใช้อาเซียนเป็นฐานสำคัญมากขึ้น ทั้งฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม สะท้อนการปรับพอร์ตเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงที่ความต้องการแร่สำคัญพุ่งสูงจากอุตสาหกรรม AI พลังงานสะอาด และแม่เหล็กประสิทธิภาพสูง ขณะที่จีนยังครองบทบาทหลักในตลาดโลก ความเคลื่อนไหวนี้จึงมีนัยต่อหุ้นเหมือง โลจิสติกส์ เทคโนโลยี และสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะยาว
Sumitomo เพิ่มผลิตสแกนเดียมจากฟิลิปปินส์
Sumitomo Metal Mining เตรียมเพิ่มการผลิต สแกนเดียม 20% ในปีงบประมาณ 2026 โดยใช้วัตถุดิบจากแร่ที่ขุดจากเหมืองในฟิลิปปินส์ ซึ่งบริษัทมีส่วนถือหุ้น ก่อนนำไปแปรรูปที่โรงงานในจังหวัดเฮียวโงะของญี่ปุ่น สแกนเดียมเป็นแร่หายากที่ใช้ใน fuel cells ช่วยลดอุณหภูมิการทำงานและเพิ่มความทนทานของอุปกรณ์ รายงานระบุว่าความต้องการสแกนเดียมทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในปี 2025 ซึ่งเชื่อมโยงกับการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI และธีมพลังงานเพื่อ AI โดยตรง
ความต้องการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวทำให้บริษัทญี่ปุ่นต้องเร่งหาวัตถุดิบจากแหล่งผลิตนอกจีนมากขึ้น เพราะหากยังพึ่งพาซัพพลายเดิมมากเกินไป ต้นทุนและความเสี่ยงด้านการส่งมอบอาจผันผวนตามสถานการณ์ระหว่างประเทศได้ง่ายกว่าเดิม
Sojitz เดินหน้าเหมืองและถลุงแร่ในมาเลเซีย-เวียดนาม
อีกด้านหนึ่ง Sojitz กำลังพัฒนาเหมืองแร่หายากในเวียดนาม มาเลเซีย และพื้นที่อื่น ๆ ร่วมกับ Lynas Rare Earths ของออสเตรเลีย ผ่านบริษัทร่วมทุนระหว่าง Sojitz และ Japan Organization for Metals and Energy Security หรือ JOGMEC โดยล่าสุดมีการเปิดเผยในเดือนมีนาคม นอกจากนี้ Sojitz ยังจะใช้ฐานการถลุงแร่ในมาเลเซียของ Lynas ซึ่งกำลังขยายกำลังการผลิตและคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2027 ภาพรวมนี้สะท้อนว่าเงินลงทุนกำลังไหลไปยังประเทศที่มีศักยภาพเป็นทางเลือกนอกจีนอย่างชัดเจน
สำหรับนักลงทุน สัญญาณสำคัญคือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังถูกยกระดับจากฐานการผลิตทั่วไปไปสู่บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่แร่หายาก ซึ่งอาจส่งผลบวกต่อบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจ เหมือง การแปรรูป และโลจิสติกส์ในภูมิภาค
ความเสี่ยงยังอยู่ที่จีนครองซัพพลายโลก
แม้ญี่ปุ่นและพันธมิตรจะเร่งกระจายแหล่งผลิต แต่ความเสี่ยงด้านซัพพลายยังไม่คลี่คลาย เพราะจีนยังครองสัดส่วนการผลิตแร่หายากโลกประมาณ 70% และมีบทบาทสูงถึง 80% ของอุปทานสแกนเดียมทั่วโลก ขณะที่ญี่ปุ่นมีเพียง 10% เท่านั้น รายงานยังระบุว่าจีนเริ่มจำกัดการส่งออกแร่หายาก 7 ชนิด ในเดือนเมษายน 2025 หลังความตึงเครียดสหรัฐ-จีน และในเดือนมกราคมยังประกาศเข้มงวดข้อจำกัดส่งออกวัสดุที่มีการใช้งานได้สองทาง
นั่นหมายความว่าการกระจายซัพพลายเชนเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ยังไม่สามารถลดความเสี่ยงด้านราคาและการขาดแคลนได้ในเร็ววัน นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งทิศทางนโยบายของจีน ความคืบหน้าการลงทุนในอาเซียน และแผนขยายกำลังการผลิตของผู้เล่นรายใหญ่ในญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด
มุมมองต่อทองคำและตราสารหนี้
ในเชิงกลยุทธ์ ข่าวนี้สนับสนุนธีม สินทรัพย์ปลอดภัย เพราะสะท้อนว่าความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดันห่วงโซ่อุปทานโลก หากความตึงเครียดการค้าและข้อจำกัดส่งออกยืดเยื้อ ต้นทุนวัตถุดิบอาจผันผวนต่อเนื่อง ซึ่งมักเป็นปัจจัยหนุนการถือครองทองคำ ขณะเดียวกันตราสารหนี้คุณภาพดียังอาจเหมาะสำหรับใช้กระจายความเสี่ยงของพอร์ตในช่วงที่ตลาดวัตถุดิบและเทคโนโลยียังมีความไม่แน่นอนสูง
สำหรับผู้ลงทุนไทย ข่าวนี้อาจไม่ได้กระทบโดยตรงในทันที แต่มีนัยต่อหุ้นที่เชื่อมโยงกับอาเซียนและธีมทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยถูกมองเป็นหนึ่งในประเทศในภูมิภาคที่อาจมีบทบาทในซัพพลายเชนแร่สำคัญในอนาคต การติดตามทิศทางนโยบายรัฐ การลงทุนข้ามพรมแดน และความร่วมมือด้านวัตถุดิบจึงมีความสำคัญมากขึ้น