| SCB EIC คาดปี 70 แนวโน้มภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างส่อหดตัว รับปัจจัยท้าทายสงครามตะวันออกกลางกดดันต้นทุนพุ่ง การลงทุนภาครัฐเป็นไปอย่างระมัดระวัง และความเข้มงวดด้านความปลอดภัย พร้อมแนะผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสใหม่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยบทวิเคราะห์เรื่องแนวโน้มภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างปี 70 ปรับตัวอย่างไรให้รอด?โดยประเมินมูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 70 มีแนวโน้มหดตัว 5% YOY ลงมาอยู่ที่ 927,000 ล้านบาท โดยเผชิญแรงกดดันจากกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ตามวงเงินงบลงทุนที่ลดลง 13% จากปีงบประมาณ 2569 โดยข้อจำกัดทางการคลังส่งผลให้การลงทุนภาครัฐเป็นไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น แต่รัฐบาลอาจใช้แนวทางอื่น ๆ เดินหน้าโครงการ เช่น PPP, การระดมทุนผ่าน TFFIF เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะรายใหญ่ที่มีความพร้อมด้านวิศวกรรม การเงิน และประสบการณ์ทำงานร่วมกับภาครัฐ สำหรับมูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชนมีแนวโน้มทรงตัวที่ 598,000 ล้านบาท โดยการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องตามภาวะตลาดที่อยู่อาศัย รวมถึงการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์กลุ่มอาคารสำนักงาน และพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าที่หดตัวเช่นกัน ขณะที่การก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมยังมีแนวโน้มขยายตัวตามมูลค่าการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนที่ขยายตัวมากขึ้น และโอกาสจากการก่อสร้างที่มาจากการลงทุน FDI ใหม่ๆอย่าง Data center แต่ยังมีปัจจัยกดดันจากเศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำ ปัญหาด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และความไม่แน่นอนของทิศทางการลงทุนก่อสร้างโรงงานของนักลงทุนต่างชาติ ที่ยังรอความชัดเจนของผลกระทบนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และสงครามตะวันออกกลาง ภาคก่อสร้างยังต้องรับมือปัจจัยท้าทาย ได้แก่ 1.สงครามตะวันออกกลางเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนก่อสร้าง, 2.ข้อจำกัดทางการคลังส่งผลให้การลงทุนภาครัฐเป็นไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น และ 3.ความเข้มงวดด้านความปลอดภัย แต่จะเป็นจุดเปลี่ยนให้ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างแข่งขันด้านคุณภาพ ส่งผลดีต่อภาคก่อสร้างตามมา ขณะที่ในระยะปานกลางยังมีโอกาสในตลาดอาคารประหยัดพลังงาน การปรับปรุงอาคารเก่าให้ผ่านเกณฑ์ BEC และเกณฑ์การรับรองอาคารเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ นอกจากนี้ การลงทุน Data center จะหนุนให้เกิดการทยอยลงทุนและก่อสร้างในพื้นที่ต่างๆ SCB EIC มองว่าผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างควรปรับกลยุทธ์รับมือความท้าทาย และคว้าโอกาสใหม่ ดังนี้ เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ : ขยายการรับงานใหม่ ๆ (เช่น การปรับปรุงอาคารประหยัดพลังงาน Data center), พัฒนาศักยภาพ และร่วมมือกับพันธมิตร ให้ความสำคัญกับกระแสเงินสด และการบริหาร Backlog : ปรับสัดส่วนในการเข้าประมูลงานก่อสร้างภาครัฐ และภาคเอกชนอย่างเหมาะสม, ร่วมลงทุน PPP, ระมัดระวังการเข้าประมูลแบบแข่งขันด้านราคา รวมถึงดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผน และส่งมอบงานตามสัญญา ควบคุมต้นทุนก่อสร้าง : เป็นพันธมิตรกับผู้ค้า และผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างอย่างหลากหลาย, ทำสัญญาสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างล่วงหน้า รวมถึงสร้างความร่วมมือกับผู้ว่าจ้างอย่างใกล้ชิด ยกระดับความปลอดภัยอย่างเข้มงวด : เป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างต่างชาติที่มีความน่าเชื่อถือ, ลงทุนนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้ และพัฒนาบุคลากร ภายใต้การบังคับใช้มาตรการสมุดพกผู้รับเหมา แบล็กลิสต์ (Blacklist) และมาตรฐานวัสดุก่อสร้าง ลงทุนนำเทคโนโลยีมาใช้ : เป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างต่างชาติ ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานฝีมือ สำหรับอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง อุปสงค์การใช้งานปี 70 มีแนวโน้มหดตัวตามภาคการก่อสร้าง ทั้งในโครงการภาครัฐ และการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตจะยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ขณะที่ราคาวัสดุก่อสร้างในปี 70 มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ตามต้นทุนราคาวัตถุดิบ และราคาพลังงาน รวมถึงสถานการณ์การแข่งขันด้านราคาที่ค่อนข้างรุนแรง แต่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าในอดีต นอกจากนี้ ยังต้องจับตาสินค้าต่างประเทศที่จะถูกนำเข้ามาตีตลาดในประเทศ โดยเฉพาะเหล็กและกระเบื้อง เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนการผลิตในประเทศที่อยู่ในระดับสูง ทำให้มีข้อจำกัดในการกำหนดราคาจำหน่ายเพื่อให้แข่งขันได้ มาตรการ CBAM จะเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มของการส่งออกสินค้าเหล็ก กดดันให้ผู้ผลิตเหล็กไทยต้องเร่งลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เพื่อลดภาระภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้น รวมถึงจำเป็นต้องมีการวัดและรายงานค่า Embedded emission ที่ได้มาตรฐานสากล โดยเป็นความท้าทายที่สำคัญของผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ไปจนถึง SMEs SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนต่างๆ ดังนี้ ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแหล่งวัตถุดิบ ต้นทุน และสต็อกสินค้า เพื่อรักษาอัตรากำไรไว้ได้ท่ามกลางความยืดเยื้อของสงครามตะวันออกกลาง ควบคุมมาตรฐานการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน เป็นพันธมิตรกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และผู้รับเหมารายใหญ่ เพื่อทำสัญญาสั่งซื้อล่วงหน้า ยกระดับบทบาทเป็นผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจร รวมถึงลดการปล่อย CO2 ในกระบวนการผลิต ผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง ควรติดตามสถานการณ์ และแนวโน้มอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เช่น ทิศทางราคาสินค้า ต้นทุนการขนส่ง จัดจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการท่ามกลางการแข่งขันของกลุ่มผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง ทั้ง Modern trade ร้านค้าในชุมชน รวมถึงนายหน้าค้าวัสดุก่อสร้างจากต่างชาติ รวมถึงนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ เช่น Software และ AI |