สศค. หั่นจีดีพีปี 69 เหลือโต 1.6% รับแรงกดดันพลังงาน-ความไม่แน่นอนโลก

รูป สศค. หั่นจีดีพีปี 69 เหลือโต 1.6% รับแรงกดดันพลังงาน-ความไม่แน่นอนโลก

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -28 เม.ย. 69 12:34 น.

สศค. ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือโต 1.6% จากเดิม 2% ย้ำยังห่างไกล stagflation พร้อมจับตาสงคราม-เอลนีโญ-หนี้ครัวเรือนพุ่ง

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ณ เดือน เม.ย. ว่า สศค.ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปีนี้เหลือโต 1.6% จากเดิมคาด 2% เป็นผลจากราคาพลังงานและความไม่แน่นอนต่างๆที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังพร้อมดำเนินนโยบายเชิงรุก เพื่อรักษาระดับการขยายตัว ควบคู่ไปกับการเร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

การส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 6.2% โดยได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก การนำเข้าขยายตัว 13.9% ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยส่วนใหญ่เป็นการเร่งนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน และการผลิตเพื่อการส่งออกในระยะต่อไป รวมถึงเป็นผลจากราคานำเข้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดอยู่ที่ 3% ตามทิศทางราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น และเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 2.1% ส่วนการบริโภคภาคเอกชนอยู่ที่ 2.3% โดยได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวที่ช่วยกระจายรายได้สู่ระดับฐานราก รวมถึงมาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของภาครัฐที่ช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือน การบริโภคภาครัฐ 1.3% การลงทุนภาคเอกชนที่ 3.2% เป็นผลจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น การติดตามและเร่งนัดการลงทุนจริงอย่างต่อเนื่อง ผ่าน Thailand FastPass และการลงทุนภาครัฐที่ 1.7%

“วิกฤตครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญ และนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านและการปฏิรูปให้ได้ ทั้งรายได้ของรัฐ การลดการพึ่งพาน้ำมัน และหากจะเกิดขึ้นได้ต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน”นายวินิจ กล่าว

สำหรับการประมาณการรอบนี้ ในสมมติฐาน ได้รวมกิจกรรมต่างๆที่อยู่ในงบประมาณปี 2569 และ 2570 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม การประมาณการดังกล่าวยังไม่รวมโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการต่างๆที่ยังไม่เกิดขึ้น

ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์โลก วิกฤตพลังงาน และเทคโนโลยี AI กระทรวงการคลังตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ สร้างโอกาสให้ SMEs และยืนยันความพร้อมในการบริหารจัดการพื้นที่ทางการคลังอย่างยืดหยุ่น แม้จะยังคงยึดมั่นในกรอบวินัยการคลัง แต่ก็พร้อมดำเนินนโยบายผ่อนคลายหากมีความจำเป็น เพื่อผลักดันเป้าหมายในการขยายสัดส่วนการลงทุนของประเทศให้เพิ่มขึ้นแตะระดับ 30% ต่อจีดีพี โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล

ยังต้องติดตามปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด

1.ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน

2.ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า

3.สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้งว

4.คามเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ ที่ยังอยู่ในระดับสูง

“ไม่ห่วง stagflation เนื่องจาก จีดีพีไม่ได้ติดลบ เพียงแค่ชะลอตัวลงเท่านั้น สิ่งที่ต้องดู และสำคัญ คือ โครงสร้างพื้นฐานเสียหายเยอะ ความไม่แน่นอนเรื่องนี้ เราอยู่บนความไม่แน่นอนรายวัน ทุกคนห่วง กระทรวงการคลังก็ห่วง ทิศทางวันนี้ ยังไม่น่าจะมี stagflation แต่ต้องระวัง และวิกฤตซ้ำซ้อนมีโอกาสเกิดขึ้นหากอยู่เฉยๆ และไม่ทำอะไร”นายวินิจ กล่าว

เปิด 5 สมมติฐานประมาณการเศรษฐกิจไทย

สมมติฐานที่ 1 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 15 ประเทศคู่ค้าหลัก โดยคาดว่า จะขยายตัวได้ 3% ลดลงจากประมาณการในเดือน ม.ค. 2569 ที่ 3.1% โดยสหรัฐฯ คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.2% จีน 4.3% ยูโรโซน 0.9% เป็นต้น โดยประเมินว่า สถานการณ์ความขัดแย้งภูมิภาคตะวันออกกลาง คาดว่าจะคลี่คลายได้ในช่วงกลางปีนี้

เศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้ายังได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากปี 2568 ภาวะการเงินยังผ่อนคลาย ทำให้การบริโภค การลงทุน และการเข้าถึงสินเชื่อยังดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง จึงช่วยพยุงเศรษฐกิจโดยรวมได้ ด้านการลงทุนด้านดิจิทัลและ AI ยังช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การปรับลดแรงกดดันด้านการค้า จากแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯที่ลดลง ช่วยลดต้นทุนการค้า

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อ 15 ประเทศคู่ค้า คือ สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ เป็น Downside Risk หลักของปี 2569 , ราคาพลังงานและอาหารสูงขึ้น จะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้จำกัด , ภาระหนี้สาธารณะและพื้นที่นโยบายการคลังที่จำกัด ทำให้หลายประเทศไม่สามารถใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ หากเกิดภาวะชะลอตัวหรือช็อกใหม่ และ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง ความเสี่ยงด้าน food security และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก ยังคงเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตในปีนี้

สมมติฐานที่ 2 อัตราแลกเปลี่ยน โดยประเมินว่า ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ปีนี้จะอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ โดยแข็งค่าขึ้นจากปีก่อนที่ 2.7% โดยค่าเงินบาทมี่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2568 เล็กน้อย และค่าเงินบาทมีทิศทางเดียวกับ หยวน ดอลลาร์สิงคโปร์ ปอนด์สเตอร์ริง และดอลลาร์ไต้หวัน

ในช่วงสงคราม นักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ในรูปแบบ USD เป็นหลัก และยังต้องติดตามมุมมองของตลาดที่มีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน จากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ การดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ด้วย

สมมติฐานที่ 3 ราคาน้ำมันดิบดูไบ ในช่วงต้นปี 2569 มีความผันผวนสูง โดยราคาน้ำมันล่าสุดอยู่ที่ 104.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าราคาเฉลี่ยทั้งปี 2568 ที่ราคาเคลื่อนไหวที่ 59-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยคาดว่าแนวโน้มปีนี้จะอยู่ที่ระดับสูงที่ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยืนอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องทั้งปี จากภาพรวมของห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลกที่ยังไม่แน่นอนสูง

ปัจจัยที่มีผลต่อราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือของปีนี้ คือ พัฒนาการของความขัดแย้ง จะส่งผลต่อเส้นทางน้ำมันดิบหรือไม่ ทิศทางการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ​ กลยุทธ์ของ OPEC+ และ นโยบายการจัดหาน้ำมันดิบ การบริหารจัดการน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ในหลายประเทศ

สมมติฐานที่ 4 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยในไตรมาสแรกที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยว 9.32 ล้านคน ชะลอลง 2.4% โดยจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล โดยเฉพาะภูมิภาคยุโรป ชะลอตัวเล็กน้อย สอดคล้องกับนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลางชะลอตัวลง ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในอนาคต

โดยในปี 2569 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 33.5 ล้านคน ปรับลดลงจากประมาณการครั้งก่อนที่คาด 35.5 ล้านคน ด้ายรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านบาท และค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริปอยู่ที่ 45,100 บาทต่อคนต่อทริป

สมมติฐานที่ 5 รายจ่ายภาคสาธารณะ โดยการบริโภคภาครัฐในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.7% ซึ่งเป็นผลจากการเบิกจ่ายงบประมาณจริง ตามการปรับปรุงแผนการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ด้านการลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ 1.7% ซึ่งขยายตัวจากการประมาณการครั้งก่อนที่หดตัว 1.5% ตามการปรับปรุงแผนการเบิกจ่าย

รายจ่ายภาคสาธารณะในปี 2569 คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ 4.43 ล้านล้านบาท ขยายตัว 2.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน



Related Topics

Reported by

Pattraporn Kiattinant

Pattraporn Kiattinant

News Editor, efinanceThai