ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป (ZEW) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีร่วงลงสู่ -17.2 ในเดือนเม.ย.ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2022 จากระดับ -0.5 ในเดือนมี.ค. สะท้อนว่าความเชื่อมั่นนักลงทุนและมุมมองต่อเศรษฐกิจเยอรมนีกำลังถูกกดดันอย่างหนักจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น
ดัชนีความเชื่อมั่นดังกล่าวสะท้อนความคาดหวังของนักวิเคราะห์และนักลงทุน 192 ราย จากภาคธนาคาร บริษัทประกันภัย และภาคธุรกิจอื่น ๆ ปรับตัวลงสู่ระดับติดลบเป็นครั้งที่สองในรอบหนึ่งปี โดยตัวเลขดังกล่าวยังลดลงมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ -5.0
แรงกดดันสำคัญมาจากความเสี่ยงที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซปรับขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยกระทบเศรษฐกิจเยอรมนีเป็นพิเศษ เพราะโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศใช้พลังงานหนาแน่น เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตก็เพิ่มขึ้นและบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุนในวงกว้าง
Oil shock กระทบเงินเฟ้อ-แนวโน้มดอกเบี้ย
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้นมากกว่า 30% นับตั้งแต่การโจมตีครั้งแรกต่ออิหร่านปลายเดือนก.พ. ขณะที่ราคาก๊าซอ้างอิงสูงขึ้นมากกว่า 20% สถานการณ์ดังกล่าวหนุนให้อัตราเงินเฟ้อรายปีของเยอรมนีพุ่งขึ้นสู่ 2.8% ในเดือนมี.ค. จาก 2.0% ในเดือนก.พ. ตามข้อมูลที่ปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานสหภาพยุโรป (EU)
ตลาดมองว่า ECB มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมสัปดาห์หน้า ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายกำลังประเมินผลกระทบของสงครามและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การที่เงินเฟ้อยังมีแรงกดดันจากฝั่งพลังงานอาจทำให้การคลายนโยบายการเงินเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาดไว้
สิ่งที่ต้องติดตามต่อไป
- ติดตามการประชุม ECB ในสัปดาห์หน้าและท่าทีต่ออัตราดอกเบี้ย
- ติดตามพัฒนาการของราคาน้ำมันดิบเบรนท์และราคาก๊าซอ้างอิงต่อเนื่อง
- ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเยอรมนีและคำแถลงเพิ่มเติมจาก ZEW, IMF และรัฐบาลเยอรมนี
- จับตาความเสี่ยงต่อภาคอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ์ เภสัชภัณฑ์ เหล็ก และโลหะ
สำหรับผู้ติดตามเศรษฐกิจยุโรป ข่าวนี้สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นการเงินเยอรมนี กำลังถูกกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งตลาดและการลงทุนในภูมิภาคในช่วงถัดไป
มุมมองตลาดและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
ความเชื่อมั่นที่ลดลงในรอบนี้ไม่เพียงกระทบภาพเศรษฐกิจเยอรมนี แต่ยังสะท้อนแรงกดดันต่อเศรษฐกิจยุโรปโดยรวม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง นักลงทุนจึงควรติดตามผลกระทบต่อเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และแนวโน้มกำไรของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด
ที่มา The Wall Street Journal