รองผู้ว่าการ BOJ ชี้ความเสี่ยงเงินเฟ้อด้านสูง ตลาดคาดขึ้นดอกเบี้ยกันยายนพุ่ง 86%
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ส่งสัญญาณเพิ่มความระมัดระวังต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ หลังรองผู้ว่าการ เรียวโซ ฮิมิโนะ ระบุว่าธนาคารควรให้ความสำคัญกับ ความเสี่ยงด้านสูงของราคา มากกว่าที่ผ่านมา แม้เขาจะไม่ได้ส่งสัญญาณตรงไปยังการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน แต่ถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้ตลาดการเงินตีความว่าโอกาสที่ BOJ จะปรับนโยบายเข้มงวดขึ้นมีน้ำหนักมากขึ้น โดยความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนพุ่งขึ้นเป็น 86% ตามข้อมูลจาก Totan Research และ Totan ICAP
ฮิมิโนะกล่าวในการพบปะผู้นำธุรกิจที่จังหวัดไซตามะเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมว่า ญี่ปุ่นควรจับตาความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะสูงกว่าคาดมากขึ้น โดยปัจจัยที่อาจผลักดันราคาสูงขึ้น ได้แก่ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, อุปสงค์ที่เพิ่มจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ เงินเยนที่อ่อนค่า ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้นและกดดันรายได้ที่แท้จริงของครัวเรือน เขายังระบุว่าในอดีตการส่งผ่านจากอัตราแลกเปลี่ยนไปสู่ราคานั้นดูเหมือนจะกลับมาแข็งแรงขึ้น
BOJ ติดตามเงินเฟ้อพื้นฐานใกล้ชิด
รองผู้ว่าการ BOJ ยังชี้ว่า การส่งผ่านของค่าเงินมีผลต่อ เงินเฟ้อพื้นฐาน ผ่านความคาดหวังเงินเฟ้อของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อการกำหนดนโยบายการเงินในระยะถัดไป เขาย้ำว่า BOJ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และในการประชุมนโยบายแต่ละครั้งจะมีการพิจารณาอย่างลึกซึ้งเพื่อให้เงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัวใกล้ระดับ 2% อย่างยั่งยืน
ในช่วงแถลงข่าว ฮิมิโนะยืนยันว่าการพิจารณาดังกล่าวครอบคลุมการประชุมเดือนกันยายนระหว่างวันที่ 17-18 กันยายน ด้วย ขณะที่การประเมินเศรษฐกิจและราคายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญจากการประชุมเดือนกรกฎาคม ซึ่งสะท้อนว่าธนาคารยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ย
นักเศรษฐศาสตร์มองสัญญาณเอนเอียงไปทางเข้มงวด
ทาคาฮิเดะ คิอุจิ นักเศรษฐศาสตร์บริหารจากสถาบันวิจัยโนมูระ ระบุว่าคำกล่าวของฮิมิโนะสอดคล้องกับท่าทีของผู้ว่าการ คาซึโอะ อูเอดะ หลังการประชุมเดือนกรกฎาคม ซึ่งสะท้อนว่า BOJ ให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อที่อาจสูงกว่าเป้าหมาย 2% มากขึ้น แม้ไม่ได้พูดถึงนโยบายการเงินโดยตรง แต่ภาพรวมของถ้อยแถลงอาจตีความได้ว่าเป็นสัญญาณสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน
ตลาดตราสารหนี้และค่าเงินตอบสนองทันที โดยในวันเดียวกัน ค่าเงินเยน ซื้อขายแถว 159.36 เยนต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงราว 0.2% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีแตะ 2.9% ในช่วงเช้า และพันธบัตรอายุ 2 ปีขึ้นถึง 1.700% ซึ่งเท่ากับระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดเริ่มปรับความคาดหวังต่อทิศทางนโยบายของ BOJ อย่างชัดเจน
ผลกระทบต่อตลาดโลกและนักลงทุนไทย
หาก BOJ เดินหน้าปรับนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้นจริง ผลกระทบอาจขยายไปยังตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะการ แข็งค่าของเงินเยน ซึ่งอาจกระทบกลยุทธ์ carry trade และการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น ที่ขยับสูงขึ้นอาจส่งแรงกดดันไปยังพันธบัตรทั่วโลก รวมถึงตลาดเกิดใหม่ที่อาจเผชิญแรงขายและเงินทุนไหลออก
สำหรับนักลงทุนไทย ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย หากเงินเยนแข็งค่าขึ้นและอัตราดอกเบี้ยญี่ปุ่นปรับขึ้นเร็ว เงินทุนบางส่วนอาจไหลกลับญี่ปุ่น ส่งผลกดดันต่อ ตลาดหุ้นไทย และหุ้นเอเชียโดยรวม กลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์ และ เครื่องจักร ซึ่งแข่งขันกับสินค้าญี่ปุ่นโดยตรง อย่างไรก็ดี กลุ่มที่นำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าจากญี่ปุ่นอาจได้ประโยชน์จากต้นทุนนำเข้าที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเงินเยนอ่อนค่า
ทองคำและพันธบัตรยังเป็นสินทรัพย์ที่ต้องจับตา
ในมุมของสินทรัพย์ทางเลือก ทองคำ ยังคงมีบทบาทในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำ แต่ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังอาจช่วยหนุนแรงซื้อได้ ขณะเดียวกัน พันธบัตรรัฐบาลไทย อาจได้รับอิทธิพลจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกที่ปรับขึ้น นักลงทุนจึงควรบริหารพอร์ตอย่างระมัดระวัง
โดยรวม ข่าว BOJ ครั้งนี้สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและค่าเงินกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อการตัดสินใจนโยบายการเงินของญี่ปุ่น นักลงทุนควรติดตามผลการประชุมเดือนกันยายนอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นจุดเปลี่ยนต่อทิศทาง ดอกเบี้ยญี่ปุ่น, ค่าเงินเยน, ตลาดพันธบัตร และกระแสเงินทุนในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย