| รายงาน China Business Report ฉบับล่าสุด เผยว่า ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจสหรัฐฯ ในจีนฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลังข้อตกลงพักรบการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนช่วยคลี่คลายความไม่แน่นอนด้านภาษีนำเข้า และมาตรการควบคุมการส่งออก แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดมาจากการแข่งขันจากธุรกิจภายในประเทศของจีน รายงานดังกล่าวซึ่งเป็นผลสำรวจความเห็นภาคธุรกิจประจำปี จัดทำโดยหอการค้าอเมริกันในเซี่ยงไฮ้ ระบุว่าการแข่งขันจากธุรกิจภายในจีนเป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลให้กับภาคธุรกิจมากที่สุด แซงหน้าความตึงเครียดระหว่างสองประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2022 ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวมีบริษัทเข้าร่วมตอบแบบสอบถามทั้งหมด 262 แห่ง โดยดำเนินการระหว่างวันที่ 1-28 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 55% ระบุว่า สภาพแวดล้อมทางธุรกิจในจีนมีความโปร่งใส เพิ่มขึ้น 7 จุดจากผลสำรวจเมื่อปีที่แล้ว เจฟฟรีย์ เลห์แมน ประธานหอการค้าอเมริกันในเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า “สมาชิกของเราสังเกตเห็นอย่างชัดเจนถึงความพยายามของรัฐบาลในการปรับปรุงเงื่อนไขด้านกฎระเบียบ และในปีนี้พัฒนาการดังกล่าวยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่มีเสถียรภาพมากขึ้น” พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศสานต่อความเคลื่อนไหวในเชิงบวกจากการหารือในช่วงที่ผ่านมา และสร้างกรอบความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพและโปร่งใส ซึ่งเอื้อต่อการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง บรรลุข้อตกลงพักรบทางการค้าเมื่อปีที่แล้ว โดยตกลงที่จะลดภาษีตอบโต้บางส่วน พร้อมระงับมาตรการควบคุมการส่งออกบางรายการ อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งก่อนที่ผู้นำทั้งสองจะพบกันที่กรุงวอชิงตันในเดือนนี้ ท่ามกลางข้อพิพาทรอบใหม่ในประเด็นภาษี มาตรการควบคุมการส่งออก และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี รวมถึงประเด็นขัดแย้งอื่น ๆ ถึงอย่างนั้น ผู้ตอบแบบสอบถาม 58% ยังมีมุมมองเชิงบวกหรือค่อนข้างเป็นบวกต่อแนวโน้มธุรกิจในจีนในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 41% เมื่อปีที่แล้ว โดยมีเพียง 16% ที่มองในแง่ลบหรือค่อนข้างเป็นลบ ลดลงกว่าครึ่งจาก 37% เมื่อปีก่อน ผลประกอบการทางการเงินของบริษัทสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ โดย 78% ของบริษัทสหรัฐฯ ระบุว่ามีกำไรในปี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 71% ในปี 2024 และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2019 อย่างไรก็ตาม สัดส่วนบริษัทที่รายงานว่ารายได้เติบโตและอัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น ลดลงเหลือ 53% และ 37% ตามลำดับ นอกจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในตลาดภายในประเทศแล้ว เอริค เจิ้ง ประธานหอการค้าอเมริกันในเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า บริษัทสหรัฐฯ รู้สึกว่า บริษัทจีนรุดหน้าไปเร็วกว่าในด้านนวัตกรรม ผู้ตอบแบบสอบถามฝั่งที่มองว่า บริษัทจีนมีความก้าวหน้าในการนำเทคโนโลยี AI มาใช้มากกว่าบริษัทสหรัฐฯ มีจำนวนที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับอีกกลุ่มที่มองว่า บริษัทสหรัฐฯ นำหน้าบริษัทจีนในด้านนี้ พร้อมกับยกตัวอย่างการแข่งขันระหว่าง Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของสหรัฐฯ กับคู่แข่งจากจีน โดยกล่าวว่า “ปัจจุบันเรามีผู้เล่นจำนวนมาก และบริษัทเหล่านี้มีนวัตกรรมสูงมาก พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งผู้บริโภคชาวจีนชื่นชอบ แต่ Tesla ไม่ได้เป็นแบบนั้น การที่บริษัทจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ จะต้องผ่านกระบวนการตัดสินใจที่ใช้เวลานาน” ที่มา Nikkei Asia อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |