| 4 กูรู เปิดกลยุทธ์จัดทัพลงทุนรับโลกยุคใหม่ ชี้ธีม AI ไม่ใช่ฟองสบู่ แต่เป็นเครื่องยนต์หลักดันเศรษฐกิจโลก เร่งขยายตัวสู่กลุ่มพลังงาน-Data Center-Healthcare ด้านทองคำยกฐานสู่ Safe Haven เต็มตัว ธนาคารกลางทั่วโลกแห่สะสม ดันเป้าหมายตลาดโลกแตะ 4,800-6,000 ดอลลาร์ ขณะที่หุ้นไทยเริ่มฟื้นตัวรับฟันด์โฟลว์ไหลเข้า ชูกลยุทธ์กระจายพอร์ตแบบ Core & Satellite 80/20 รับมือตลาดผันผวนจาก AI Trading ***ธีม AI ขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าโลก - ขยายสู่ทรัพยากร และ Healthcare นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะเวลธ์ จำกัด เปิดเผยในงานสัมนาหัวข้อ "Future Wealth : การลงทุนในโลกใหม่ สร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน" ว่า การเติบโตของเทคโนโลยี AI ไม่ใช่การกระจุกตัว แต่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างแท้จริง โดยประเทศผู้ผลิตชิ้นส่วนอย่างเกาหลีใต้ (Samsung, SK Hynix) และ ญี่ปุ่น ได้รับอานิสงส์ในฐานะผู้ชนะของตลาด เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐาน AI จำเป็นต้องใช้หน่วยความจำ (RAM) และ ตัวเก็บประจุ (Capacitor) ประสิทธิภาพสูงจำนวนมาก ทั้งนี้ ยืนยันว่า AI ในปัจจุบันยังไม่ใช่ฟองสบู่แบบยุคดอทคอม เพราะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Google และ Microsoft มีกระแสเงินสดรับที่แข็งแกร่งสอดคล้องกับเม็ดเงินลงทุน อย่างไรก็ตาม ก้าวต่อไปของ AI จะขยายไปสู่กลุ่มทรัพยากร พลังงานไฟฟ้า และ ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ (Liquid Cooling) เพื่อรองรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเทรนด์อนาคตอย่าง Healthcare และ Genomics ซึ่ง AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการถอดรหัสพันธุกรรม (DNA Sequencing) ช่วยวิเคราะห์และป้องกันโรคร้ายแรงล่วงหน้า ตอบโจทย์สังคมที่มุ่งเน้นการมีอายุยืนยาว ***กลยุทธ์จัดพอร์ตระยะยาว - โอกาสการฟื้นตัวของหุ้นไทย นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในระยะยาวรอบ 100 ปี หุ้นยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด จึงแนะนำสัดส่วนพอร์ตหลักเป็นหุ้น 70-80% ตราสารหนี้ 20% และ ทองคำ 5-10% เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยง โดยภายในพอร์ตหุ้นควรกระจายระหว่างหุ้นเติบโตสูง (Growth) เช่น ผู้พัฒนา AI และ หุ้นคุณค่า (Value) เช่น หุ้นจีน หรือ ฮ่องกงที่มีราคาถูก และ ให้ปันผล 4-5% เพื่อลดความผันผวน สำหรับตลาดหุ้นไทย เริ่มมีความน่าสนใจจากการฟื้นตัวของกระแสเงินทุนต่างชาติ โดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ถือเป็นอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งที่สุดในขณะนี้ ร่วมกับกลุ่มพลังงาน เช่น PTT และ กลุ่มโรงพยาบาล เช่น BDMS ที่มีความน่าสนใจสำหรับการถือครองในระยะยาว ***ทองคำยุคใหม่ : จากเครื่องประดับสู่สินทรัพย์ปลอดภัยระดับโลก นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือ เอ็มทีเอส โกลด์ (แม่ทองสุก) เปิดเผยว่า สถานะของทองคำได้เปลี่ยนผ่านจากเครื่องประดับไปสู่การเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อย่างเต็มตัวจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีนได้ลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และ เร่งสะสมทองคำเข้าทุนสำรองเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานการซื้อขายทองคำในประเทศไทยถือว่าทันสมัยระดับโลก มีปริมาณการซื้อขายสูงถึง 10-20 ตันต่อวัน และมีระบบออนไลน์ที่รองรับการซื้อขายเรียลไทม์เริ่มต้นเพียง 100 บาท โดยนักวิเคราะห์ประเมินราคาตั้งรับทองคำไทยที่เหมาะสมบริเวณ 67,000 บาท และ มีเป้าหมายราคาในตลาดโลกที่ 4,800-6,000 ดอลลาร์ จากปัจจัยเรื่องดอกเบี้ย และ ความต้องการที่เพิ่มขึ้น ***ปรับ Mindset รับมือความผันผวน ชูโมเดล Core & Satellite นายณัฐวัตน์ อ้นรัตน์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานธุรกิจลูกค้ารายย่อย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในยุคที่ AI และ ระบบเทรดอัตโนมัติเข้ามาครองตลาดได้กลายเป็นตัวขยายความผันผวนทำให้ตลาดเหวี่ยงตัวรุนแรงขึ้น การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานแบบเดิมอาจใช้ได้ผลลดลงเหลือเพียง 20% นักลงทุนจึงต้องปรับตัวทำกำไรเป็นรอบสั้นมากขึ้น และ ใช้วินัย หรือ AI ในการตั้งกฎเทรด และ ปรับสมดุลพอร์ต เพื่อขจัดอารมณ์ความโลภ และ ความกลัว สำหรับการบริหารพอร์ตเพื่อความอยู่รอด แนะนำให้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ Core Portfolio (80%) เน้นกระจายความเสี่ยงทั่วโลกเพื่อการเติบโตระยะยาว และ Satellite Portfolio (20%) สำหรับเก็งกำไรตามกระแส เช่น ทองคำ หรือ ธีม AI โดยจำกัดวงเงินเพื่อป้องกันความเสียหาย อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |