| อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือบอนด์ยีลด์ของสหรัฐฯ ระยะยาวปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปีในวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) ท่ามกลางแรงเทขายพันธบัตรทั่วโลกที่รุนแรงขึ้นจากความกังวลว่า ต้นทุนพลังงานที่สูง การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งของสหรัฐฯ และการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น จะทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้บอนด์ยีลด์อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะ 5.48% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2004 ขณะที่บอนด์ยีลด์ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานของตลาด แตะระดับ 5.20% จนถึงขณะนี้ นักลงทุนยังสามารถรับมือกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ได้ เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง ผลประกอบการของภาคธุรกิจที่เติบโตอย่างมาก และการใช้จ่ายจำนวนมหาศาล โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตาม การที่บอนด์ยีลด์ อายุ 10 ปีทะลุระดับ 5% ในเดือนนี้ ซึ่งในอดีตเป็นระดับที่เกิดขึ้นในช่วงสั้น ๆ ทำให้นักลงทุนหันไปจับตาระดับ 6% ซึ่งอาจเป็นฐานต่อไปที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินและภาคธุรกิจสหรัฐฯ เจนนาดีย์ โกลด์เบิร์ก หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ของ TD Securities กล่าวว่า การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรนับตั้งแต่เดือนมี.ค. ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่วนที่เหลือเป็นผลจากการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ต้นทุนกู้ยืมเริ่มกดดันผู้บริโภค ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น เริ่มกดดันผู้บริโภคเช่นกัน โดยสมาคมธนาคารสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Mortgage Bankers Association) ของสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพุธ (23 ก.ย.) ว่า อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย ประเภทอัตราคงที่ระยะ 30 ปี เพิ่มขึ้น 15 เบซิสพอยต์ สู่ระดับ 7.12% ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 18 ก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2024 หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อดังกล่าวเคยอยู่เหนือระดับ 7% ครั้งล่าสุดในช่วงปลายเดือนม.ค. 2025 เพียงไม่กี่วันหลังโดนัลด์ ทรัมป์เริ่มดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 การพุ่งขึ้นของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวตลอดปีนี้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่สร้างความกังวลต่อความสามารถในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย ซึ่งกำลังกดดันพรรครีพับลิกัน ขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะมีขึ้นในอีกเพียง 6 สัปดาห์ คะแนนนิยมของทรัมป์ลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยผลสำรวจ Reuters/Ipsos ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (21 ก.ย.) พบว่า มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 17% ที่พอใจกับการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพของรัฐบาล โดยค่าครองชีพเป็นประเด็นสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ชาวอเมริกันระบุว่า มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงคะแนนในการเลือกตั้งเดือนพ.ย. อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยปรับตัวขึ้นมากกว่า 1 จุดเปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น และกระทบต่อผู้ที่กำลังวางแผนซื้อบ้าน นำไปสู่การชะลอตัวลงของตลาดที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยเคลื่อนไหวตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ มากว่า 5 ปีครึ่ง ที่มา Reuters (1) และ (2) |