EM Bond เจอแรงเทขาย! นักลงทุนลดเสี่ยงหนี้คุณภาพต่ำ หลังบอนด์สหรัฐพุ่งรอบเกือบ 2 ทศวรรษ
ตลาดตราสารหนี้เกิดใหม่หรือ EM Bond กำลังเผชิญแรงกดดันหนัก หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury Yield) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ขณะที่ Credit Spread ของบอนด์ EM หดแคบลงมาเหลือเพียง 170 basis points ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าพื้นที่เผื่อความเสี่ยงของสินทรัพย์กลุ่มนี้เหลือน้อยลง และเริ่มกระตุ้นให้กองทุนขนาดใหญ่ทยอยลดน้ำหนักการลงทุนในหนี้คุณภาพต่ำมากขึ้น
รายงานของ Bloomberg ระบุว่าแรงขายครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเฉพาะประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยสหรัฐที่ยังสูงต่อเนื่อง น้ำมันที่ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และความกังวลว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยระดับสูงไว้นานกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้ นักลงทุนจึงเริ่มระมัดระวังต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะบอนด์ EM สกุลดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีเพียง 1.4% ท่ามกลางภาวะตลาดที่เปราะบางมากขึ้น
สหรัฐยังเป็นตัวแปรหลักของตลาด EM Bond
ในมุมของการจัดสรรสินทรัพย์ ดอกเบี้ยสหรัฐยังเป็นปัจจัยชี้นำสำคัญที่สุดต่อทิศทางของ EM Bond โดย Bloomberg Intelligence มองว่าเฟดยังคงเป็นความเสี่ยงหลักของตราสารหนี้ EM สกุลเงินแข็งในไตรมาส 4 เพราะเมื่อ Treasury Yield ปรับขึ้นเร็ว ขณะที่ Credit Spread อยู่ในระดับต่ำ ข่าวลบเฉพาะประเทศก็อาจถูกขยายผลรุนแรงกว่าปกติ ส่งผลให้ความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ท่ามกลางแรงกดดันนี้ กองทุนขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่มปรับพอร์ตเชิงรับมากขึ้น โดย Jeff Grills จาก Aegon USA Investment Management ลดน้ำหนักโคลอมเบีย และเพิ่มสัดส่วนในประเทศที่มีเครดิตแข็งแรงกว่า เช่น อินโดนีเซีย ซาอุดีอาระเบีย และฟิลิปปินส์ ขณะที่ Gorky Urquieta แห่ง Neuberger Berman ลดสัดส่วน High-Yield ในเอกวาดอร์ สาธารณรัฐโดมินิกัน และแซมเบีย ส่วน Matt Graves จาก PPM America เลือกเพิ่ม Duration ผ่านโมร็อกโก แต่ลดความเสี่ยงในแองโกลา กระแสเหล่านี้สะท้อนว่าตลาดกำลังเน้นคุณภาพมากกว่าผลตอบแทนส่วนเพิ่ม
นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นแรงขายใน ETF ขนาดใหญ่ที่ติดตาม EM hard-currency bonds ซึ่งมีเงินไหลออกหนักที่สุดวันหนึ่งนับตั้งแต่เดือนมีนาคม แสดงให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันจำนวนไม่น้อยกำลังถอยจากความเสี่ยงในช่วงที่มูลค่าตลาดตึงตัว
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: ต้องแยก High-Yield ออกจาก Investment Grade
สำหรับนักลงทุนไทย แนวโน้มนี้มีนัยสำคัญอย่างน้อย 2 ด้าน ด้านแรกคือการย้ายเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงสูงไปสู่คุณภาพ ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ถือกองทุน EM Debt ควรตรวจสอบโครงสร้างพอร์ตว่าเน้น High-Yield หรือ Investment Grade เพราะในช่วงที่ Treasury Yield สูง หุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตมากมักถูกขายก่อนและแรงกว่า
ด้านที่สองคือยิลด์สหรัฐที่อยู่ระดับสูงยังเป็นแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงหุ้นไทยและสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ในภูมิภาค อย่างไรก็ดี บางมุมมองกลับเห็นว่าเป็นโอกาสสำหรับการทยอยเข้าซื้อบอนด์คุณภาพดีที่ราคาปรับอ่อนลง โดยเฉพาะหุ้นกู้ Investment Grade ของผู้ออกที่ฐานะการเงินแข็งแรง เช่น แนวทางของ Fernando Grisales จาก Schroders ที่เพิ่มการลงทุนในหุ้นกู้ Saudi Aramco และหนี้สกุลดอลลาร์ของเม็กซิโก ซึ่งสะท้อนว่ากลยุทธ์แบบคัดเลือกเป็นรายตัวอาจให้ผลดีกว่าในภาวะตลาดผันผวน
บอนด์คุณภาพดีและทองคำ: บทบาทของสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
อีกแนวทางที่น่าจับตาคือการโยกความเสี่ยงจากสินเชื่อไปสู่ตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่น Pierre-Yves Bareau จาก JPMorgan Asset Management เลือกลดความไวของพอร์ตต่อการเทขายเครดิต และเพิ่มน้ำหนักในบอนด์สกุลเงินท้องถิ่น เช่น เม็กซิโก โดยตราสารหนี้สกุลท้องถิ่น EM ยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก 0.9% ในปีนี้ สะท้อนว่าบางส่วนของตลาดยังพอมีแรงหนุนจากปัจจัยเฉพาะประเทศและค่าเงิน
ส่วน ทองคำ แม้จะถูกกดดันในระยะสั้นจาก Treasury Yield และดอลลาร์ที่แข็งขึ้น เพราะต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองสูงขึ้น แต่ทองคำยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยได้ดี หากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์หรือปัญหาหนี้ EM ปะทุขึ้นอีกครั้ง ดังนั้นในพอร์ตการลงทุนที่ต้องรับมือกับดอกเบี้ยสหรัฐระดับสูง การกระจายความเสี่ยงไปยังบอนด์คุณภาพดี บอนด์ท้องถิ่น และทองคำ ยังเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับบริหารความผันผวน
โดยสรุป แรงเทขายใน EM Bond ครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนโหมดของตลาดจากการไล่ผลตอบแทนไปสู่การคัดกรองความเสี่ยงอย่างเข้มงวด นักลงทุนที่มีพอร์ตตราสารหนี้ต่างประเทศจึงควรติดตามทั้งทิศทาง Fed ระดับ Treasury Yield และคุณภาพเครดิตของผู้ออกตราสารอย่างใกล้ชิด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจขยายตัวรวดเร็วในช่วงที่ส่วนต่างผลตอบแทนแคบเป็นพิเศษ