| 4 ผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและเอกชน ประสานเสียงร่วมกับ TSFC เดินหน้ายกระดับตลาดทุนไทย แนะเร่งดึงธุรกิจดิจิทัล และ New S-Curve เข้าตลาดหุ้น หวังฟื้นฟูสัดส่วนต่อจีดีพีที่ลดลงเหลือ 80% เตือนรับมือความท้าทายจาก AI สงคราม และ ภัยไซเบอร์ พร้อมชูการบริหารสภาพคล่องและความเสี่ยงอย่างมีวินัย ***ปลัดคลัง ชี้ตลาดทุนไทยเจอความท้าทายใหม่หลังโควิด แนะปรับตัวดึงธุรกิจดิจิทัลขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในโอกาสที่บริษัทหลักทรัพย์ เพื่อการธุรกิจหลักทรัพย์ จำกัด (มหาชน) หรือ TSFC เดินทางเข้าสู่ปีที่ 30 โดยมีความเชื่อมั่นว่า ความสำเร็จของตลาดหุ้นไทยตลอด 50 ปีที่ผ่านมา มี TSFC เป็นกลไก และ องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ตลาดทุนไทยผ่านพ้นวิกฤตและอุปสรรคต่างๆ มาได้ ซึ่งเมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ 50 ปีของ SET สามารถแบ่งออกเป็น 5 ช่วงสำคัญ ได้แก่ 1.ช่วงก่อตั้ง(ปี 2518 – 2530) ตลาดหุ้นไทยเริ่มต้นจากขนาดเล็กมาก มีบริษัทจดทะเบียนเพียงไม่กี่สิบบริษัท และ มีมูลค่าคิดเป็นประมาณ 2% ของ GDP เท่านั้น 2.ยุคทอง(ปี 2530 – 2540) ตลาดทุนเติบโตอย่างก้าวกระโดด สัดส่วนขยายตัวขึ้นไปถึงเกือบ 70% ของจีดีพีก่อนที่จะมีการจัดตั้ง TSFC ขึ้นในปี 2539 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เริ่มเผชิญกับพายุวิกฤตเศรษฐกิจ 3.ยุควิกฤตและการฟื้นฟู(ปี 2540 – 2545) ยุคที่ทั้งเศรษฐกิจไทยและตลาดหุ้นได้รับผลกระทบหนัก แต่สามารถฟื้นฟู และ กลับมาได้อย่างรวดเร็ว 4.ยุคเติบโตชะลอตัวแต่แข็งแกร่ง(ปี 2545 – ช่วงก่อนโควิด) แม้เศรษฐกิจจะโตชะลอลงมาอยู่ที่ประมาณ 5-6% แต่ SET เติบโตได้ดีกว่า จนกระทั่งขยายตัวขึ้นไปถึง 120% ของจีดีพี 5.ยุคหลังโควิด-19(ปัจจุบัน) ถือเป็นความท้าทายใหม่ของทั้งตลาดทุนและเศรษฐกิจไทย เนื่องจากขนาดของตลาดทุนลดลงเหลือประมาณ 80% ของจีดีพี ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญในปัจจุบัน คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย New Engine เช่น ดิจิทัล และ e-Commerce หากไม่สามารถนำธุรกิจเหล่านี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนได้ จะเป็นเรื่องยากที่จะขยับจีดีพีให้เติบโต และ หากตลาดทุนไทยไม่สามารถดึงดูดธุรกิจดิจิทัลให้เข้ามาจดทะเบียน (IPO) ได้มากพอก็จะเป็นอุปสรรคสำคัญ "วันนี้ไม่ได้มองแค่การเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่มุ่งหวังการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มีความแข็งแกร่งที่จะก้าวข้ามวิกฤต และ ความท้าทายต่างๆ ในอนาคต และ กลับมามีขนาดที่ใหญ่กว่าเศรษฐกิจให้ได้อีกครั้ง"นายลวรณ กล่าว ***SET จับมือ TSFC รับมือความท้าทายยุค AI-สงคราม ชูบริหารสภาพคล่องและความเสี่ยงอย่างมีวินัย ศาสตราจารย์พิเศศกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาว่า ในอีกไม่กี่ปีรวมถึงในอนาคตอีก 30 ปีข้างหน้า จะมีความท้าทายอย่างมากจากปัจจัยด้านเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) นวัตกรรม รวมถึงสงครามที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลให้การสนับสนุน TSFC ในการพัฒนาความสามารถ ผลิตภัณฑ์ และ บริการอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญและซับซ้อนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ บทบาทของตลาดทุนไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการแสวงหากำไร แต่เน้นย้ำถึงสิ่งสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ แหล่งเงินทุน : การจัดหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม สภาพคล่อง : การบริหารสภาพคล่องที่ดี ความเสี่ยง : การบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงภัยคุกคามจากเทคโนโลยี เช่น ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ และ การใช้ AI ในโทรศัพท์ที่อาจเข้ามาดำเนินการซื้อขายแทนได้โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว ประเด็นด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และ ความยั่งยืน (ESG) จึงเป็นเรื่องที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันกับ TSFC และ บริษัทบรรดาสมาชิกหลักทรัพย์ในฐานะพันธมิตร สำหรับการดำเนินงานในทศวรรษต่อไป TSFC จำเป็นต้องนำบทเรียนจากการเผชิญปัญหา และ การร่วมมือกันตลอด 30 ปีที่ผ่านมามาถอดบทเรียน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรือง ***ออมสิน ผนึกกำลัง TSFC ชูพันธมิตรร่วมมือ 30 ปี เสริมสภาพคล่อง-เสถียรภาพตลาดทุนไทย นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า บทบาทของ TSFC ตั้งแต่ก่อตั้งถือเป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อม และ เพิ่มสภาพคล่องให้กับบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งช่วยให้ตลาดทุนไทยสามารถก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ มาได้ ความสำเร็จในการรับมือกับความท้าทายจำเป็นต้องอาศัยการประสานงานร่วมกันอย่างเต็มที่ ทั้งในส่วนงานหน้าบ้าน กลางบ้าน หลังบ้าน รวมถึงทีมบริหารความเสี่ยง ขณะเดียวกัน บริบททางการเงินและการออมในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ความเสี่ยงในตลาดซับซ้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับในอดีต ธนาคารออมสินจึงได้ปรับเปลี่ยนบทบาทองค์กรจากการเป็นธนาคารเพื่อการออมเงินในวัยเด็ก ไปสู่การสนับสนุนการออม และ การสะสมสินทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการฝากเงิน การลงทุนในหลักทรัพย์ หรือ กองทุนต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวแก่ประชาชน ทั้งนี้ ธนาคารออมสินพร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับ TSFC และ ภาคส่วนต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นพันธมิตรที่ช่วยสร้างเสถียรภาพ ตลอดจนนำพาตลาดทุนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป ***นายกสมาคม มั่นใจ TSFC พร้อมเดินหน้ายกระดับตลาดทุนไทย นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคม สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เปิดเผยว่า ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นสมาชิกผู้ประกอบการ รวมถึงกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์และสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าโดยตรงที่มีความผูกพัน และ ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากองค์กรมาโดยตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ทั้งในระดับองค์กร และ การเข้าไปช่วยสนับสนุนการดำเนินงานกับกลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรม "แม้ในตลาดจะมีผู้ประกอบการสมาชิกแข่งขันกันอยู่จำนวนมาก แต่ TSFC ถือเป็นพันธมิตรที่มีรูปแบบการทำธุรกิจเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร โดยเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนหลักให้ผู้ประกอบการแต่ละรายสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้มแข็ง" นอกจากนี้ TSFC มีความเข้าใจในบริบทการดำเนินธุรกิจหลักทรัพย์อย่างลึกซึ้ง และ เชื่อมั่นว่า ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงและการก้าวสู่อนาคตข้างหน้า TSFC จะยังคงเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยสนับสนุน ปรับตัว และ ทำงานร่วมกับสมาชิกได้อย่างดีที่สุด เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตร อุตสาหกรรม และ ตลาดทุนไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และ มั่นคงต่อไป อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |