| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนลบในวันศุกร์ (4 ก.ย.) โดยนักลงทุนคาดว่ามีโอกาสเพิ่มขึ้นที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือนส.ค. แข็งแกร่งเกินคาด ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 53,414.25 จุด ลดลง 271.86 จุด (-0.51%), ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,718.60 จุด ลดลง 29.11 จุด (-0.38%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,506.99 จุด ลดลง 77.07 จุด (-0.29%) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เผยว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 56,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ยังปรับเพิ่มตัวเลขการจ้างงานเดือนมิ.ย. และก.ค. รวมกันอีก 55,000 ตำแหน่ง โดยอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.1% แม้ปกติ รายงานการจ้างงานที่แข็งแกร่งจะถือเป็นข่าวดีต่อเศรษฐกิจ แต่ตลาดกลับตีความเป็นสัญญาณว่า เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ เพื่อควบคุมแรงกดดันด้านราคาพลังงานที่เกิดจากสงครามไม่ให้ลามกลายเป็นภาวะเงินเฟ้อในวงกว้างและฝังลึกในเศรษฐกิจ ไรอัน เดทริก หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดของ Carson Group กล่าวว่า “ตลาดแรงงานฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งในเดือนที่ผ่านมา และคงยากที่จะปฏิเสธว่าการฟื้นตัวของตลาดแรงงานเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ” แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในระดับที่ร้อนแรงกว่าปกติเล็กน้อย ตลาดการเงินประเมินว่า มีโอกาส 58.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนนี้ เพิ่มขึ้นจากระดับ 49.4% เมื่อวันพฤหัสบดี ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลง โดยตลาดจะปิดทำการในวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. เนื่องในวันแรงงาน ส่วนในสัปดาห์นี้ นักลงทุนยังจับตาดัชนีราคาผู้ผลิต (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนส.ค. เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้แนวโน้มเงินเฟ้อและประเมินทิศทางดอกเบี้ยเพิ่มเติม ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มในดัชนี S&P 500 พบว่า หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยร่วงลงมากที่สุด โดยปิดลบ 1.26% ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยบวก 0.41% และ 0.23% ตามลำดับ - หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวโดดเด่น โดยพุ่งขึ้น 3.4% แม้ยังปรับตัวลดลง 17.8% ในไตรมาสนี้ ขณะที่หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการ ซึ่งปรับตัวขึ้นมาแล้ว 24% ในช่วงเดียวกัน เป็นกลุ่มที่ทำผลงานแย่สุดในวันศุกร์ โดยลดลง 2.1% - หุ้น Lululemon Athletica บริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬา ร่วงลง 17.4% หลังปรับลดคาดการณ์กำไรและรายได้ตลอดทั้งปี - หุ้น Adobe ร่วงลง 6.7% หลังบริษัทประกาศว่า ชานทานู นาราเยน ซีอีโอที่ดำรงตำแหน่งมายาวนาน จะส่งต่อตำแหน่งให้กับ อนิล จักรวาร์ธี ซึ่งเป็นผู้บริหารภายในบริษัท - หุ้นกลุ่มบริษัทผู้ให้บริการข้อมูลเครดิตในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง หลังบิล พัลที ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารการเงินเพื่อการเคหะของสหรัฐฯ (FHFA) ได้สั่งให้ Fannie Mae และ Freddie Mac ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลที่อยู่อาศัย อนุมัติให้ผู้ปล่อยสินเชื่อสามารถใช้ระบบประเมินเครดิต VantageScore ได้ - หุ้น Fair Isaac ร่วงลง 16.7% ขณะที่หุ้น TransUnion ร่วง 5.9% และหุ้น Equifax ร่วงลง 6.4% ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 13,140 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 14,890 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.04 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ 151 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 167 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 2,478 ตัว และหุ้นลบ 2,256 ตัว โดยมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบ ในสัดส่วน 1.1 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 3 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 6 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 61 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 99 ตัว ที่มา Reuters อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |