| “ศุภจี” เร่งเครื่องพาณิชย์ รับมือวิกฤตซ้อน เดินหน้า 5 มาตรการหลัก ดูแลรายจ่ายประชาชน ประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กระจายโอกาส พร้อมมุ่งคุมราคาสินค้า ดัน GI-ทรัพย์สินทางปัญญา เร่งเจาะตลาดใหม่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการแถลงนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายจากวิกฤตที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และพลังงาน ส่งผลให้บรรยากาศโดยรวมมีความตึงเครียดและตึงตัวมากขึ้นโดยการดำเนินนโยบายในระยะต่อไป จะเน้นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น บวกกับการปรับโครงสร้างรองรับระยะยาว ผ่านการดำเนินนโยบาย 5 ด้านสำคัญ เพื่อประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กระจายโอกาส เดินหน้าขับเคลื่อน 5 นโยบายหลัก 1.การดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ยกระดับชุมชน โดยเชื่อมโยงกับกลไกของภาครัฐโดยเฉพาะ โครงการคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และภายใต้โครงการ ไทยช่วยไทย ผ่านสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีคุณภาพ มาตรฐาน เป็นทางเลือก รวมถึงสินค้าเกษตร สินค้าชุมชนในราคาที่เหมาะสม และกระจายทั่วถึง รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุน ปัจจัยการผลิตเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนปัจจัยการผลิต สร้างความยั่งยืนให้แก่ภาคการผลิตและเกษตร เพื่อไม่ให้ค่าครองชีพสูงเกินโครงสร้างราคา เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย และเมล็ดพันธุ์ นอกจากนี้มีการแจกคูปอง 500,000 ใบ ใบละ 100 บาท เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดสินค้า ผ่านร้านค้าออนไลน์ เช่น Shopee , LINE MAN , TikTok เป็นต้น โดยเริ่มแล้วเมื่อวันที่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา เป็นระยะเวลา 1 เดือน 2.รักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยดำเนินการตั้งแต่ ต้นน้ำ ด้านการผลิต โดยการควบคุมปริมาณผลผลิต ยกระดับคุณภาพ และการสร้างมูลค่า , กลางน้ำ ด้านการแปรรูป/ขนส่ง เพื่อ ลดการสูญเสียหลังเก็บเกี่ยว การสร้างความเข้มแข็งและเป็นธรรม รวมถึงด้านการขนส่ง โดยการเชื่อมโยงระบบการตรวจสินค้า กับประเทศปลายทาง พัฒนาการยืดอายุสินค้า เพื่อขนส่งได้ไกลขึ้น เป็นต้น และ ปลายน้ำ ด้านการตลาด ใช้กลไก Trading Firm & Distributor เจาะตลาดใหม่ นำสินค้าเกษตรเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าสหรัฐฯ การส่งเสริมการสร้างแบรนด์ เป็นต้น รักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร รักษาเสถียรภาพข้าว ขยายตลาดส่งออก เปิดตลาดใหม่ 3.สร้างความเข้มแข็งให้ SMEs / ชุมชน สร้างความเข้มแข็งให้เอสเอ็มอีและชุมชน ที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ผ่าน 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ 2.ขยายเครือข่ายและสร้างผู้ประกอบการผ่านแฟรนไชส์ 3.พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วย GI ส่งเสริมการตลาดเชิงรุก เร่งขึ้นทะเบียนสินค้า GI ให้ครบ 272 รายการ ภายในปี 2569 จากปัจจุบัน 254 รายการ 4.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา 5.ป้องกันและปราบปรามการใช้ตัวแทนอำพราง เพื่อป้องกันและปราบปรามเครือข่ายนอมินี และบัญชีม้านิติบุคคลอย่างเด็ดขาด 6.ป้องกัน การทะลักของสินค้านำเข้า และสินค้าที่แอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทย โดยจัดตั้งทีมเฝ้าระวัง ความเสี่ยงสินค้าที่อาจทะลักเข้าไทยมากขึ้น 7.สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ 4.สร้างสมดุลการส่งออก โดยจะดูทั้งตลาด สินค้า ผู้ประกอบการ ซึ่งตลาดส่งออกจะดูในทุกมิติ โดยเพิ่มสัดส่วนของ SMEs ในโครงสร้างการส่งออก ผ่าน สมดุลมิติสินค้า ผ่านการสนับสนุนการใช้ Local Content , เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่สมดุลมิติ ตลาด เจรจากับสหรัฐฯ เร่งรัดกระบวนการเจรจาจัดทำ ART รับมือการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ยกระดับการส่งเสริมตลาดจีน ปรับสมดุลการค้า และผลักดันการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่การบุกตลาดใหม่ นั้น เช่น เจรจา FTA ไทย-EU , ผลักดัน MRA ด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมกับอินเดีย และ แอฟริกา ผ่าน THAILAND-AFRICA INTIATIVE สุดท้าย คือ สมดุลมิติการค้าภาคบริการ ยกระดับการท่องเที่ยว และบริการสู่ตลาดมูลค่าสูง ผลักดันสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยว Wellness สู่ระดับสากล และบุกเบิกเศรษฐกิจผู้สูงวัย 5.ยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและปลดล็อกกฎระเบียบ ซึ่งจะดำเนินการต่อเนื่องจาก 6 เดือนที่ดำเนินการมาแล้ว โดยยกระดับการบริหารและการบริการภาครัฐ ภายใต้ MOC Plus จุดเดียว จบ จริง ขับเคลื่อนสู่การเป็นพาณิชย์ดิจิทัล , ยกระดับงานบริการเพื่อเข้าสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ลดการใช้งานกระดาษ ปรับรูปแบบ เป็น Digital ทั้งหมด เริ่ม 1 ก.ค. 2569 รวมถึงยกระดับการบริหารจัดการสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ โดยระยะสั้นที่ดำเนินการแล้ว คือ Dashboard คาดการณ์ผลผลิตข้าวล่วงหน้า 2-8 สัปดาห์ ติดตามราคารับซื้อระดับอำเภอ และชนิดข้าว และประเมินความเสี่ยงกำลังการผลิตของโรงสี , ระยะกลาง ใช้ AI วิเคราะห์และชี้เป้าตลาด ส่งออกข้าวประณีตที่มีคุณค่า และมูลค่าสูง เริ่มทดลองใช้ในเดือน มิ.ย. 2569 และระยะยาว ภายใน 1 ปี ขยายผลไปยังสินค้าเกษตรสำคัญอื่นๆ เช่น ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ได้ดำเนินมาตรการ Quick Big Win 7 นโยบาย ประกอบด้วย 1.รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โครงการธงเขียว ปุ๋ยถูก ยาดี ลดต้นทุนการผลิตได้ 124 ล้านบาท 2.การดูแลค่าครองชีพประชาชน โครงการร้านยา สุขกาย สบายกระเป๋า ลดค่าครองชีพ และผู้รับบริการมีความพึงพอใจระดับสูง ลดค่าครองชีพ 5,600 ล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ 16,650 ล้านบาท 3.เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ 89,206 ราย โครงการเฟรนไชส์ สร้างมูลค่าการค้า 1,559 ล้านบาท, 4.ดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา ธงฟ้าชายแดนและมหกรรมการค้าชายแดน สร้างมูลค่ากว่า 325 ล้านบาท ลดค่าครองชีพประชาชน 33 กว่าล้านบาท 5.รับมือภาษีสหรัฐฯ และการเบี่ยงเบนทางการค้าจากประเทศอื่นๆ อยู่ระหว่างการเจรจา Reciprocal Tariff 6.FTA และ การบุกตลาดใหม่ จัดตั้ง Special Task Force บุกตลาดศักยภาพ ซาอุดิอาระเบีย อินเดีย จีน เวียดนาม แอฟริกา และลาตินอเมริกา และกิจกรรม Trad Promotion สร้างมูลค่าการค้าส่งออก 34,373.26 ล้านบาท 7.พัฒนาเทคโนโลยีการให้บริการและการปรับปรุงกฎระเบียบลดขั้นตอนราชการ โดยพัฒนา Dashboard ข้าว บริหารจัดการเชิงพาริชย์แบบเรียลไทม์ การดำเนินการในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (1 ต.ค. 2568-31 มี.ค. 2569) ดำเนินการแล้ว 19 โครงการสำคัญ 80 กิจกรรม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 73,000 ล้านบาท เกษตรกรได้รับประโยชน์ 6 ล้านครัวเรือน ผู้ประกอบการได้ประโยชน์มากกว่า 193,000 ราย |