ควอนตัมคอมพิวติ้งกำลังเปลี่ยนจากแนวคิดเชิงทฤษฎีไปสู่เทคโนโลยีที่ใกล้ใช้งานจริงมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มถูกจับตาจากตลาดการเงินในฐานะโครงสร้างพื้นฐานชุดใหม่ที่อาจกระทบตั้งแต่หุ้นเทค หุ้นซัพพลายเชน ไปจนถึงความปลอดภัยไซเบอร์และสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ
แก่นของควอนตัมคอมพิวติ้งคือความสามารถในการประมวลผลโจทย์ที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปทำได้ยากมาก โดยเฉพาะปัญหาที่มีตัวแปรจำนวนมากและมีความเชื่อมโยงซับซ้อน เช่น การจำลองโมเลกุลเพื่อพัฒนายา การสร้างแบบจำลองทางการเงิน และการประเมินพฤติกรรมของระบบเศรษฐกิจและตลาด Bloomberg ระบุว่าความก้าวหน้าหลายระลอกทำให้จุดที่เรียกว่า quantum utility หรือจุดที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง เข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น
การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ
แรงขับเคลื่อนของควอนตัมไม่ได้มาจากภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว แต่ถูกยกระดับเป็นการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศแล้ว สหรัฐฯ จีน และยุโรปต่างเร่งลงทุนอย่างจริงจัง โดยจีนตั้ง National Laboratory for Quantum Information Sciences มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประธานาธิบดี Donald Trump ลงนาม executive orders 2 ฉบับในเดือนมิถุนายนเพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมและลดความเสี่ยงด้านไซเบอร์ความมั่นคง
ฝั่งสหรัฐฯ ยังมี DARPA เลือก 11 บริษัท ที่เชื่อว่าสามารถสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมได้ภายในปี 2033 รวมถึง IBM, Xanadu Quantum Technologies, Quantum Motion Technologies และ Quantinuum ซึ่งเพิ่งระดมทุน IPO มูลค่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนมิถุนายน สัญญาณเหล่านี้สะท้อนว่าเม็ดเงินเริ่มไหลเข้าสู่ผู้เล่นที่มีโอกาสสร้างการใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงบริษัทที่อยู่ในระดับแนวคิด
ผลต่อหุ้นเทคและธีมการลงทุน
สำหรับตลาดทุน ผลกระทบของควอนตัมคอมพิวติ้งอาจไม่ใช่การเปลี่ยนราคาหุ้นทันทีแบบวันต่อวัน แต่เป็นการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนไปสู่ธีมที่เชื่อมกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความมั่นคงไซเบอร์ และฮาร์ดแวร์ขั้นสูง หุ้นที่เกี่ยวข้องกับคลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์ และระบบป้องกันข้อมูลอาจได้ประโยชน์ หากความต้องการย้ายจากการวิจัยไปสู่การใช้งานจริงมากขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทที่พึ่งพาโครงสร้างไอทีแบบดั้งเดิมอาจเผชิญแรงกดดันให้เร่งปรับตัว
อีกประเด็นสำคัญคือความสามารถของควอนตัมในการทำลายระบบเข้ารหัสแบบเดิมในอนาคต ซึ่งหมายความว่าตลาดความปลอดภัยไซเบอร์จะขยายจากการป้องกันการโจมตีแบบเดิม ไปสู่การลงทุนรองรับยุค post-quantum security ด้วย
นักลงทุนไทยควรมองอย่างไร
สำหรับนักลงทุนไทย ข่าวนี้ไม่ได้หมายถึงการซื้อขายหุ้นควอนตัมโดยตรง เพราะไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีแกนหลัก แต่มีผลต่อการจัดพอร์ตทางอ้อม โดยเฉพาะผู้ที่ถือทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ และกองทุนเทคโนโลยี หากเงินทุนทั่วโลกหมุนเข้าสู่ธีมควอนตัมและความปลอดภัยไซเบอร์ หุ้นไทยที่เกี่ยวกับดิจิทัลโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ให้บริการไอที ระบบสื่อสาร และธุรกิจที่ต้องอัปเกรดระบบอาจได้รับความสนใจในเชิงธีมมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ผลประกอบการยังต้องพิจารณาเป็นรายบริษัท เพราะอุตสาหกรรมในไทยยังอยู่ในระดับผู้ใช้งานมากกว่าผู้ผลิตเทคโนโลยีหลัก ขณะที่กองทุนหรือ ETF ที่กระจายไปยังหุ้นเทคโนโลยีขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ หรือไซเบอร์ซีเคียวริตี้ อาจเป็นช่องทางรับธีมนี้ได้ดีกว่าการซื้อหุ้นรายตัว เนื่องจากอุตสาหกรรมควอนตัมยังมีความไม่แน่นอนสูงทั้งเรื่องต้นทุน ระยะเวลา และความสำเร็จเชิงพาณิชย์
ทองคำและสินทรัพย์ปลอดภัยอาจกลับมามีบทบาทมากขึ้น
ในมุมของสินทรัพย์ปลอดภัย ควอนตัมคอมพิวติ้งอาจเพิ่มความสำคัญของทองคำในฐานะสินทรัพย์กระจายความเสี่ยง หากอนาคตเทคโนโลยีนี้ทำลายการเข้ารหัสเดิมได้จริง ความไม่แน่นอนเชิงระบบในโลกการเงินดิจิทัลจะเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันตราสารหนี้และพันธบัตรยังมีบทบาทในการช่วยลดความผันผวนของพอร์ต โดยเฉพาะเมื่อธีมเทคโนโลยีล้ำอนาคตมักมาพร้อมการคาดหวังระยะยาวมากกว่ากำไรปัจจุบัน
- ธีมที่อาจได้รับประโยชน์: คลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
- ความเสี่ยงสำคัญ: ต้นทุนสูง ระยะเวลาพัฒนาไม่แน่นอน และการใช้งานเชิงพาณิชย์ยังต้องรอพิสูจน์
- พอร์ตลงทุน: ควรพิจารณาแบบ Multi-Asset มากกว่ามองเฉพาะหุ้นเทค
สรุปแล้ว ควอนตัมคอมพิวติ้งกำลังก้าวจากห้องทดลองสู่เวทีการแข่งขันทางเศรษฐกิจและความมั่นคงระดับประเทศ เม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลไปยังบริษัทที่มีโอกาสสร้างระบบใช้งานจริง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านไซเบอร์และชิปขั้นสูง สำหรับนักลงทุนไทยจึงควรมองธีมนี้แบบ Multi-Asset มากกว่ามองแค่หุ้นเทค เพื่อกระจายความเสี่ยงและรับโอกาสไปพร้อมกัน