เปิดศึกภาษีสหรัฐฯ-แคนาดารอบใหม่: มาตรการภาษี 50% มีผลบังคับใช้ กระทบซัพพลายเชนและการจัดพอร์ตสินทรัพย์
ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดากลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีและการแบนนำเข้าสินค้าจากแคนาดาหลายรายการตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน ขณะเดียวกันแคนาดาก็ตอบโต้ด้วยภาษีสินค้าสหรัฐฯ หลายรายการ ทำให้ความขัดแย้งรอบนี้ไม่ได้กระทบเพียงการค้าโดยตรง แต่ยังลามไปถึงซัพพลายเชน เงินเฟ้อ และทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินทุนในตลาดการเงินด้วย
รายงานของ Bloomberg ระบุว่า การเจรจาการค้าที่ล่มลงในช่วงกลางเดือนสิงหาคมกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยสหรัฐฯ เดินหน้ามาตรการภายใต้ มาตรา 338 ของกฎหมาย US Tariff Act 1930 เรียกเก็บภาษี 50% กับสินค้านำเข้าจากแคนาดามูลค่าราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5% ของการส่งออกสินค้าแคนาดาไปสหรัฐฯ ต่อปี สินค้าที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมตั้งแต่เครื่องสำอาง เบียร์ เสื้อกันหนาว หลอดทิวลิป เฟอร์นิเจอร์ไม้ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์คอนกรีต รวมถึงรายการที่ถูกเพิ่มเข้ามาในมาตรการวันที่ 15 กันยายน เช่น ชีส หนังสัตว์ เรือมอเตอร์ อลูมิเนียมบางรายการ กอล์ฟคาร์ต และที่นอน
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังขู่จะเก็บภาษี 50% กับรถยนต์แคนาดา และมีแนวโน้มใช้มาตรการแบนกับเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว Bombardier ด้วย ขณะที่แคนาดาตอบโต้ด้วยภาษีสินค้าสหรัฐฯ หลายร้อยรายการในอัตรา 15–50% คิดเป็นมูลค่าราว 6% ของการส่งออกสินค้าสหรัฐฯ ไปแคนาดา โดยเฉพาะเหล็กและอลูมิเนียมบางรายการถูกปรับขึ้นเป็น 50% อย่างไรก็ตาม สินค้าอย่างน้ำมันดิบ โพแทช และแร่สำคัญยังไม่ถูกแตะต้อง และแคนาดายังคงส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมให้สหรัฐฯ มากกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เหตุผลที่การเจรจาล่มและความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์
หนึ่งในประเด็นหลักที่ทำให้การเจรจาสะดุดคือข้อเสนอเรื่องภาษีรถยนต์ โดย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ยอมลดภาษีรถยนต์จาก 25% เหลือ 15% แต่จำกัดเฉพาะรถยนต์นั่งและรถบรรทุกเบา ขณะที่แคนาดากังวลว่าโรงงาน General Motors และ Ford ในรัฐออนแทรีโอซึ่งผลิตรถบรรทุกหนักอาจได้รับผลกระทบโดยตรง นักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าพบรัฐมนตรีคลังแคนาดาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ประเมินว่าความเสียหายอาจยังบริหารจัดการได้ แต่หากมาตรการยืดเยื้อ บางรายอาจต้องปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจลง
สำหรับนักลงทุน ประเด็นนี้สะท้อนว่าแรงกดดันไม่ได้หยุดแค่ตัวเลขภาษี แต่ยังส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต การขนส่ง และความแน่นอนของคำสั่งซื้อในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์และอลูมิเนียมโดยตรง หากความขัดแย้งขยายไปสู่ภาคพลังงานหรือสินค้าอุตสาหกรรมอื่น ความผันผวนของตลาดอาจเพิ่มขึ้นอีกระลอก และทำให้สินทรัพย์เสี่ยงถูกขายลดความเสี่ยงในระยะสั้น
ผลกระทบต่อไทย: ไม่ได้โดนตรง แต่ส่งผ่านห่วงโซ่โลกได้
แม้ไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ผลกระทบสามารถส่งผ่านได้หลายช่องทาง โดยเฉพาะห่วงโซ่อุปทานยานยนต์และชิ้นส่วนที่ไทยมีบทบาทในระดับโลก รวมถึงกลุ่มสินค้าไทยที่อาจแข่งขันหรือถูกแทนที่กับสินค้าแคนาดาในตลาดสหรัฐฯ เช่น เฟอร์นิเจอร์ไม้ เครื่องสำอาง อาหารแปรรูป และวัสดุก่อสร้าง จึงยังไม่ควรมองข่าวนี้เพียงมิติการเมืองระหว่างประเทศ แต่ควรแยกให้ได้ว่าธุรกิจใดได้รับผลกระทบเชิงโครงสร้าง และธุรกิจใดได้รับผลแค่ระยะสั้นจากความผันผวนของข่าว
ในมุมของนักลงทุนไทย หากผู้ซื้อในสหรัฐฯ ต้องมองหาซัพพลายเออร์รายใหม่ ไทยอาจได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการสั่งซื้อในบางอุตสาหกรรม แต่ในทางกลับกัน บริษัทที่พึ่งพาวัตถุดิบจากอเมริกาเหนือ หรือมีรายได้จากตลาดสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง อาจเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้นการปรับพอร์ตจึงควรดูคุณภาพของแต่ละธุรกิจมากกว่าการตามธีมข่าวเพียงอย่างเดียว
ทองคำและพันธบัตร: สินทรัพย์ปลอดภัยกลับมาอยู่ในเรดาร์
ในช่วงที่ความไม่แน่นอนทางการค้าสูง สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำมักกลับมาเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะถูกมองว่าเป็นตัวกันกระแทกจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกันพันธบัตรรัฐบาลคุณภาพสูงอาจได้แรงหนุนจากกระแสเงินที่หลบความเสี่ยง แต่ต้องระวังว่าหากภาษีดันเงินเฟ้อสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจปรับขึ้นและกดดันราคาพันธบัตรแทน
ภาพรวมของกระแสเงินในระยะสั้นจึงมีแนวโน้มไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปสู่สินทรัพย์ที่มีรายได้มั่นคงหรือมีสถานะปลอดภัยมากกว่า อย่างไรก็ตาม หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแรงและความขัดแย้งเริ่มคลี่คลาย เงินอาจไหลกลับเข้าสู่หุ้นได้อีกครั้ง นักลงทุนจึงควรกระจายความเสี่ยงและไม่ตัดสินใจจากข่าวเดียวแบบรวบรัด
ท่าทีจากแคนาดาและแนวโน้มการเจรจาในระยะต่อไป
นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดาออกแพ็กเกจช่วยเหลือภาคธุรกิจ โดยยืนยันว่าจะสนับสนุน “ตราบเท่าที่จำเป็น” ขณะที่ Dominic LeBlanc รัฐมนตรีการค้าแคนาดา-สหรัฐฯ ระบุเมื่อวันที่ 25 กันยายน ว่าแคนาดาจะไม่รีบลงนามในข้อตกลงที่ไม่ดี และมองว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะมีการเจรจาใหม่ก่อนการเลือกตั้งกลางสมัยของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าศึกภาษีสหรัฐฯ-แคนาดาไม่ได้เป็นเพียงประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงถึงต้นทุนการผลิต ซัพพลายเชน เงินเฟ้อ และการจัดสรรสินทรัพย์ของนักลงทุนทั่วโลก นักลงทุนไทยจึงควรติดตามทั้งผลกระทบเชิงโครงสร้างและความผันผวนระยะสั้นอย่างใกล้ชิด