Today 12:59บล.ทรีนีตี้ : BCP แนะนำซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 55.00 บาทTranslatetranslatekeyboard_arrow_downWatchliststarShare BCP : ปลดล็อก Growth ใหม่จาก SAF เริ่มสร้าง EBITDA ชัด พร้อมUpside จาก Expansion.BCP : Site Visit SAF. เราได้มีโอกาสเข้าไป Site Visit SAF ของ BCP ที่โรงกลั่นพระโขนง ซึ่งทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า SAF ไม่ได้เป็นเพียงโครงการด้าน Sustainability แต่กำลังเป็น Growth Engine ที่สำคัญของ BCP ในการต่อยอดธุรกิจจาก Conventional Refinery ไป High-value clean molecules โดยโรงงาน SAF แห่งแรกของไทยมีกำลังการผลิต 7 KBD หรือประมาณ 1.0 ล้านลิตร/วัน เริ่ม Commercial Operation ในเดือน พ.ค. 2026 ด้วยเงินลงทุนราว 8.5 พันลบ. ต่ำกว่าการสร้างโรงงานแบบ Standalone ที่อาจต้องใช้เงินราว 1.3 หมื่นลบ. เนื่องจาก BCP สามารถใช้ Hydrogen, utilities, logistics และ infrastructure ของโรงกลั่นพระโขนงเดิมรวมกันได้ . จุดเด่นสำคัญคือ SAF เริ่มสร้าง EBITDA ได้เร็วหลังเริ่มเดินเครื่อง โดยใน 2026 โรงงานมี Average Run ราว 6.8 KBD หรือเกือบเต็มกำลังออกแบบ 7 KBD มียอดขาย SAF 39 ล้านลิตร และสร้าง EBITDA contribution ราว 1.0 พันลบ. แม้เพิ่งเริ่ม Commercial Operation ในเดือน พ.ค. สะท้อนการ ramp-up ที่ค่อนข้างดี นอกจากนี้โรงงานยังสามารถสลับการผลิตระหว่าง SAF และ HVO หรือ Renewable Diesel ตาม economics ของตลาด โดย SAF มี Product Yield ราว 90% ขณะที่ HVO อยู่ราว 98% ทำให้ BCP มีความยืดหยุ่นในการเลือก Product mix เพื่อ maximize margin และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาราคา SAF เพียงผลิตภัณฑ์เดียว. ในแง่การเพิ่มกำลังการผลิต ปัจจุบัน SAF เพิ่มกำลังผลิตใหม่ให้กับ Portfolio ของ BCP อีก 7 KBD จากฐานโรงกลั่นเดิมรวม 294 KBD และมีโอกาสเติบโตต่อจากแผนเพิ่ม Capacity ในอนาคต โดย Management ระบุถึงแนวทางเพิ่มกำลังผลิตราว 50% จากประมาณ 1.0 ล้านลิตร/วัน เป็น 1.5 ล้านลิตร/วัน หรือเทียบเท่าราว 10-11 KBD หากดำเนินการตามแผน ขณะที่ Infrastructure บางส่วนถูกเตรียมรองรับการขยายไว้แล้ว จึงมีโอกาสใช้เงินลงทุนต่อหน่วยต่ำกว่าการสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมด Demand สำหรับการเติบโตของ SAF ในอนาคต จากแรงผลักดันด้าน Decarbonization ของอุตสาหกรรมการบิน เนื่องจากภาคการบินมีทางเลือกในการลด Carbon จำกัดกว่า Road Transport และ SAF สามารถใช้เป็น Drop-in fuel กับ Infrastructure และเครื่องบินปัจจุบันได้ โดยหลายประเทศเริ่มกำหนด SAF mandate และมีแนวโน้มทยอยเพิ่มสัดส่วนการผสมในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ Demand เพิ่มตาม Regulation Supply เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามมากกว่าความต้องการในระยะสั้น เนื่องจากกำลังผลิตSAF/HVO ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเร็ว โดยเฉพาะในเอเชีย ทำให้ช่วงที่ Supply ใหม่เข้าสู่ตลาดเร็วกว่าการเพิ่มของ mandate อาจกดดัน SAF spread ได้ อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของ BCP คือโรงงานไม่ได้ถูกล็อกให้ผลิต SAF อย่างเดียว แต่สามารถเลือกผลิต HVO ได้ ซึ่งช่วยเปิดตลาดปลายทางเพิ่มเติมและทำให้บริษัทเลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้ Margin สูงกว่าในแต่ละช่วงได้ เรามองว่า Product flexibility ตรงนี้เป็นหนึ่งใน Competitive advantage ที่สำคัญของโครงการ ความเห็นนักวิเคราะห์. Outlook กำไร SAF : เรามองว่าปี 2027 จะเป็นปีที่เห็น Earnings contribution ของ SAF ชัดขึ้น เนื่องจากปี 2026 รับรู้เพียงตั้งแต่เดือน พ.ค. ขณะที่ปีถัดไปมีโอกาสรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปี พร้อมประโยชน์จาก Tax holiday และการเดินเครื่องที่ใกล้ Nameplate capacity มากขึ้น หากโรงงานสามารถรักษา Utilization ระดับสูง ซึ่งอาจจะเห็น EBITDA Contribution 4-5 พันล้านบาท ในปี 2027. เรามอง Site Visit ครั้งนี้เป็นบวกต่อ Investment case ระยะกลางของ BCP เนื่องจาก SAFเปลี่ยนจาก Future Growth story มาเป็นธุรกิจที่เริ่มสร้าง EBITDA จริงแล้ว และมีโอกาสโตต่อทั้งจาก Full-year contribution และ Capacity Expansion ในอนาคต จุดแข็งของ BCP อยู่ที่การใช้ Existing refinery infrastructure ช่วยลด CAPEX มี Integrated feedstock-production-trading-logistics ครบวงจร และสามารถสลับ SAF/HVO เพื่อ maximize margin ได้ เราจึงมองว่า SAF มีโอกาสเป็น Incremental EBITDA Growth Engine ที่ช่วยเพิ่มสัดส่วนกำไรใหม่และลดการพึ่งพา Refinery cycle ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตาม Supply ใหม่ในตลาดโลก, ความเร็วของ SAF mandate และต้นทุน UCO ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจนี้ในระยะถัดไป. อีกประเด็นที่เรามองเป็นบวกคือ First-mover advantage ของ BCP จากการเป็นผู้ผลิต SAF เชิงพาณิชย์รายแรกของไทยในช่วงที่ Product margin ยังอยู่ในระดับสูง โดย Q2 Margin อยู่ราว 25 บาท/ลิตร หรือประมาณ US$120/bbl ขณะที่โรงงานสามารถสร้าง EBITDA ได้ราว 1.0 พันลบ. ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นดำเนินงาน เทียบกับ CAPEX 8.5 พันลบ. หาก Margin และ Utilization ปัจจุบันสามารถรักษาได้ เราประเมิน Simple EBITDA payback เพียงราว 1-2 ปี สะท้อนความสามารถในการคืนทุนเชิง EBITDA ได้เร็ว. คงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร และคงราคาเป้าหมาย 55 บาท นักวิเคราะห์ : เอกรินทร์ วงษ์ศิริเลขทะเบียนนักวิเคราะห์ : 055680ekkarin@trinitythai.com closePlease Sign InOr Register for Free to use efinAI andother benefits that can make your investing more effective.Do not show again todayRegister for FreeAlready have an account?Sign inclosePlease upgrade your plan to access past news.Your current plan does not allow you to read this news. If you want to access news older than the specified period, please upgrade your plan.
BCP : ปลดล็อก Growth ใหม่จาก SAF เริ่มสร้าง EBITDA ชัด พร้อมUpside จาก Expansion.BCP : Site Visit SAF. เราได้มีโอกาสเข้าไป Site Visit SAF ของ BCP ที่โรงกลั่นพระโขนง ซึ่งทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า SAF ไม่ได้เป็นเพียงโครงการด้าน Sustainability แต่กำลังเป็น Growth Engine ที่สำคัญของ BCP ในการต่อยอดธุรกิจจาก Conventional Refinery ไป High-value clean molecules โดยโรงงาน SAF แห่งแรกของไทยมีกำลังการผลิต 7 KBD หรือประมาณ 1.0 ล้านลิตร/วัน เริ่ม Commercial Operation ในเดือน พ.ค. 2026 ด้วยเงินลงทุนราว 8.5 พันลบ. ต่ำกว่าการสร้างโรงงานแบบ Standalone ที่อาจต้องใช้เงินราว 1.3 หมื่นลบ. เนื่องจาก BCP สามารถใช้ Hydrogen, utilities, logistics และ infrastructure ของโรงกลั่นพระโขนงเดิมรวมกันได้ . จุดเด่นสำคัญคือ SAF เริ่มสร้าง EBITDA ได้เร็วหลังเริ่มเดินเครื่อง โดยใน 2026 โรงงานมี Average Run ราว 6.8 KBD หรือเกือบเต็มกำลังออกแบบ 7 KBD มียอดขาย SAF 39 ล้านลิตร และสร้าง EBITDA contribution ราว 1.0 พันลบ. แม้เพิ่งเริ่ม Commercial Operation ในเดือน พ.ค. สะท้อนการ ramp-up ที่ค่อนข้างดี นอกจากนี้โรงงานยังสามารถสลับการผลิตระหว่าง SAF และ HVO หรือ Renewable Diesel ตาม economics ของตลาด โดย SAF มี Product Yield ราว 90% ขณะที่ HVO อยู่ราว 98% ทำให้ BCP มีความยืดหยุ่นในการเลือก Product mix เพื่อ maximize margin และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาราคา SAF เพียงผลิตภัณฑ์เดียว. ในแง่การเพิ่มกำลังการผลิต ปัจจุบัน SAF เพิ่มกำลังผลิตใหม่ให้กับ Portfolio ของ BCP อีก 7 KBD จากฐานโรงกลั่นเดิมรวม 294 KBD และมีโอกาสเติบโตต่อจากแผนเพิ่ม Capacity ในอนาคต โดย Management ระบุถึงแนวทางเพิ่มกำลังผลิตราว 50% จากประมาณ 1.0 ล้านลิตร/วัน เป็น 1.5 ล้านลิตร/วัน หรือเทียบเท่าราว 10-11 KBD หากดำเนินการตามแผน ขณะที่ Infrastructure บางส่วนถูกเตรียมรองรับการขยายไว้แล้ว จึงมีโอกาสใช้เงินลงทุนต่อหน่วยต่ำกว่าการสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมด Demand สำหรับการเติบโตของ SAF ในอนาคต จากแรงผลักดันด้าน Decarbonization ของอุตสาหกรรมการบิน เนื่องจากภาคการบินมีทางเลือกในการลด Carbon จำกัดกว่า Road Transport และ SAF สามารถใช้เป็น Drop-in fuel กับ Infrastructure และเครื่องบินปัจจุบันได้ โดยหลายประเทศเริ่มกำหนด SAF mandate และมีแนวโน้มทยอยเพิ่มสัดส่วนการผสมในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ Demand เพิ่มตาม Regulation Supply เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามมากกว่าความต้องการในระยะสั้น เนื่องจากกำลังผลิตSAF/HVO ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเร็ว โดยเฉพาะในเอเชีย ทำให้ช่วงที่ Supply ใหม่เข้าสู่ตลาดเร็วกว่าการเพิ่มของ mandate อาจกดดัน SAF spread ได้ อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของ BCP คือโรงงานไม่ได้ถูกล็อกให้ผลิต SAF อย่างเดียว แต่สามารถเลือกผลิต HVO ได้ ซึ่งช่วยเปิดตลาดปลายทางเพิ่มเติมและทำให้บริษัทเลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้ Margin สูงกว่าในแต่ละช่วงได้ เรามองว่า Product flexibility ตรงนี้เป็นหนึ่งใน Competitive advantage ที่สำคัญของโครงการ ความเห็นนักวิเคราะห์. Outlook กำไร SAF : เรามองว่าปี 2027 จะเป็นปีที่เห็น Earnings contribution ของ SAF ชัดขึ้น เนื่องจากปี 2026 รับรู้เพียงตั้งแต่เดือน พ.ค. ขณะที่ปีถัดไปมีโอกาสรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปี พร้อมประโยชน์จาก Tax holiday และการเดินเครื่องที่ใกล้ Nameplate capacity มากขึ้น หากโรงงานสามารถรักษา Utilization ระดับสูง ซึ่งอาจจะเห็น EBITDA Contribution 4-5 พันล้านบาท ในปี 2027. เรามอง Site Visit ครั้งนี้เป็นบวกต่อ Investment case ระยะกลางของ BCP เนื่องจาก SAFเปลี่ยนจาก Future Growth story มาเป็นธุรกิจที่เริ่มสร้าง EBITDA จริงแล้ว และมีโอกาสโตต่อทั้งจาก Full-year contribution และ Capacity Expansion ในอนาคต จุดแข็งของ BCP อยู่ที่การใช้ Existing refinery infrastructure ช่วยลด CAPEX มี Integrated feedstock-production-trading-logistics ครบวงจร และสามารถสลับ SAF/HVO เพื่อ maximize margin ได้ เราจึงมองว่า SAF มีโอกาสเป็น Incremental EBITDA Growth Engine ที่ช่วยเพิ่มสัดส่วนกำไรใหม่และลดการพึ่งพา Refinery cycle ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตาม Supply ใหม่ในตลาดโลก, ความเร็วของ SAF mandate และต้นทุน UCO ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจนี้ในระยะถัดไป. อีกประเด็นที่เรามองเป็นบวกคือ First-mover advantage ของ BCP จากการเป็นผู้ผลิต SAF เชิงพาณิชย์รายแรกของไทยในช่วงที่ Product margin ยังอยู่ในระดับสูง โดย Q2 Margin อยู่ราว 25 บาท/ลิตร หรือประมาณ US$120/bbl ขณะที่โรงงานสามารถสร้าง EBITDA ได้ราว 1.0 พันลบ. ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นดำเนินงาน เทียบกับ CAPEX 8.5 พันลบ. หาก Margin และ Utilization ปัจจุบันสามารถรักษาได้ เราประเมิน Simple EBITDA payback เพียงราว 1-2 ปี สะท้อนความสามารถในการคืนทุนเชิง EBITDA ได้เร็ว. คงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร และคงราคาเป้าหมาย 55 บาท นักวิเคราะห์ : เอกรินทร์ วงษ์ศิริเลขทะเบียนนักวิเคราะห์ : 055680ekkarin@trinitythai.com