ซูมิโตโม มิตซุย ทรัสต์ จับมือ BIDV เปิดธุรกิจจัดการสินทรัพย์ในเวียดนาม หวังชิงส่วนแบ่งตลาดเกิดใหม่
กลุ่มซูมิโตโม มิตซุย ทรัสต์ (Sumitomo Mitsui Trust Group) เตรียมขยายธุรกิจเข้าสู่ ตลาดจัดการสินทรัพย์ในเวียดนาม ภายในปีหน้า ผ่านการร่วมทุนกับธนาคารเพื่อการลงทุนและการพัฒนาแห่งเวียดนาม (BIDV) โดยซูมิโตโมถือหุ้น 49% และ BIDV ถือ 51% เป้าหมายเบื้องต้นคือการบริหารสินทรัพย์ราว 1.9 พันล้านดอลลาร์ และผลักดันให้บริษัทใหม่กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมในเวียดนาม
การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจเวียดนามที่เติบโตแรงถึง 8% ในปี 2025 ขณะเดียวกันจำนวนครัวเรือนรายได้สูงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และคาดว่าสินทรัพย์ทางการเงินของครัวเรือนเวียดนามจะขยายสู่ 6 แสนล้านดอลลาร์ ภายในปี 2027 หรือเพิ่มขึ้นราว 70% จากปี 2022 แม้ความมั่งคั่งจะเพิ่มขึ้น แต่พฤติกรรมการลงทุนของประชาชนยังเน้นเงินฝากและทองคำเป็นหลัก ทำให้หุ้นและพันธบัตรยังมีสัดส่วนไม่สูงนัก ซึ่งกลายเป็นโอกาสสำคัญของผู้จัดการสินทรัพย์ต่างชาติ
เวียดนามกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของสถาบันการเงินญี่ปุ่น
การรุกธุรกิจของซูมิโตโม มิตซุย ทรัสต์ สอดคล้องกับแนวโน้มของสถาบันการเงินญี่ปุ่นที่หันมาให้ความสำคัญกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปล่อยสินเชื่อแก่บริษัทญี่ปุ่นหรือการทำดีลควบรวมกิจการอีกต่อไป แต่เริ่มขยายไปสู่การบริหารความมั่งคั่งของลูกค้าท้องถิ่นโดยตรง
ก่อนหน้านี้ กลุ่มการเงินญี่ปุ่นอย่าง Mitsubishi UFJ Financial Group และ Sumitomo Mitsui Financial Group ก็เดินหน้าซื้อหุ้นในธนาคารท้องถิ่นเพื่อสร้างฐานลูกค้าและต่อยอดบริการทางการเงิน การเคลื่อนไหวเหล่านี้บ่งชี้ว่าเวียดนามกำลังถูกมองเป็นตลาดยุทธศาสตร์ระยะยาว ทั้งในมิติของรายได้จากค่าธรรมเนียมและโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ารายใหญ่ในประเทศ
ผลกระทบต่อตลาดทุนเวียดนามและภูมิภาค
บริษัทร่วมทุนใหม่มีศักยภาพช่วยพัฒนาตลาดทุนเวียดนามให้ลึกขึ้น ผ่านการเพิ่มผลิตภัณฑ์การลงทุนและดึงดูดเงินทุนเข้าสู่ตลาดหุ้นและตราสารหนี้ในประเทศ หากผู้ลงทุนเริ่มปรับพอร์ตจากเงินฝากและทองคำไปสู่สินทรัพย์ทางการเงินมากขึ้น ย่อมช่วยเพิ่มสภาพคล่องและขยายฐานนักลงทุนในระบบอย่างมีนัยสำคัญ
ในระยะยาว การเข้ามาของผู้เล่นต่างชาติยังอาจช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารสินทรัพย์และสร้างการแข่งขันในตลาดให้เข้มข้นขึ้น ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างชาติอาจให้ความสนใจพันธบัตรรัฐบาลเวียดนามที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจาก ค่าเงินดองเวียดนาม และสภาพคล่องของตลาดยังเป็นปัจจัยที่ต้องประเมินอย่างรอบคอบ
มุมมองต่อโอกาสของนักลงทุนไทย
เวียดนามได้รับการจัดอันดับจากธนาคารโลกให้เป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบนเช่นเดียวกับไทยและอินโดนีเซีย แต่ในเชิงการเติบโต เศรษฐกิจเวียดนามยังมีโมเมนตัมเด่นกว่าไทยในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาโอกาสผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในเวียดนาม หรือผ่านบริษัทจดทะเบียนที่มีฐานการผลิตในประเทศนี้
อย่างไรก็ดี การแข่งขันระหว่างผู้จัดการสินทรัพย์ในภูมิภาคมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจกดดันค่าธรรมเนียมและผลตอบแทนของอุตสาหกรรมในไทยในอนาคต นักลงทุนจึงควรกระจายพอร์ตอย่างเหมาะสม โดยพิจารณาทั้งโอกาสเติบโตและความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ สภาพคล่อง และความผันผวนของค่าเงินก่อนตัดสินใจลงทุนในตลาดเกิดใหม่อย่างเวียดนาม
- โอกาส: เศรษฐกิจเติบโตสูง ครัวเรือนมั่งคั่งเพิ่มขึ้น และตลาดทุนยังมีช่องว่างให้ขยายตัว
- ความเสี่ยง: ค่าเงินดอง สภาพคล่อง และการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์ในประเทศ
- แนวโน้ม: การลงทุนในหุ้นและพันธบัตรเวียดนามอาจเติบโตมากขึ้นหากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป
ดีลร่วมทุนระหว่างซูมิโตโม มิตซุย ทรัสต์และ BIDV จึงไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจของสถาบันการเงินญี่ปุ่น แต่ยังเป็นสัญญาณว่า เวียดนาม กำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักของเงินทุนและบริการจัดการความมั่งคั่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้