| บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เห็นชอบตั้งอนุกรรมการเฉพาะด้าน 4 ชุด จัดทำมาตรการขั้นต่ำ-ยุทธศาสตร์ ครอบคลุมเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่และอาคาร และสิ่งแวดล้อม พร้อมวางกรอบใช้ไฟ-น้ำ และกำหนดพื้นที่ตั้งให้เหมาะสม เตรียมเสนอคณะกรรมการฯ สัปดาห์หน้า ด้านเลขา สศช.เผยปัจจุบันเปิดแล้ว 35 โครงการ ก่อสร้าง 49 โครงการ และมีเอกชนสนใจอีก 117 โครงการ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ จัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้าน 4 ชุด เพื่อพิจารณาจัดทำมาตรฐานทางเทคนิค และกรอบแนวทางปฏิบัติทั้ง 4 มิติ ได้แก่ 1.เศรษฐกิจ กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อใช้ในการจัดลำดับความสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งในส่วนความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน / ด้าน demand ประเภท AI Factory / ที่ตั้ง (Zoning) ทั้งนี้ การประเมินผลลัพธ์จะต้องสามารถยืนยันว่าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน 2.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (พลังงาน น้ำ และระบบดิจิทัล) 3.ด้านพื้นที่และอาคาร 4.ด้านสิ่งแวดล้อม โดยคณะอนุกรรมการฯ ชุดดังกล่าวจะไปพิจารณามาตรการขั้นต่ำของดาต้าเซ็นเตอร์ (Minimum requirement) เช่น ความพร้อมในการจัดหาโครงสร้างพื้นฐาน ความเหมาะสมของที่ตั้ง มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และแนวทางการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละกลุ่มที่เหมาะสม (ระยะเวลาในการปรับตัวตามหลักเกณฑ์ฯ) โดยที่ประชุมมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ จัดทำประเด็นให้แต่ละคณะอนุกรรมการฯ ที่ชัดเจน และประสานคณะอนุกรรมการฯ เพื่อออกแบบกลไกทางนโยบายให้มีความเชื่อมโยงกันเสนอคณะกรรมการฯ ในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สังคมมีความกังวลต่อการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชุมชนเมือง ภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้องเร่งพัฒนาหลักเกณฑ์การพิจารณากำกับดูแลให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ การจัดสรรทรัพยากร ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความมั่นคงและความปลอดภัย รวมถึงความยั่งยืนและมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Data Center) ตามเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศ ดังนั้น จึงขอให้คณะกรรมการรนโยบายฯ กำหนดขอบเขตสถานะทางกฎหมายของดาต้าเซ็นเตอร์ให้มีความชัดเจน และต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริม Green Data Center การคุ้มครองข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการสนับสนุนระบบนิเวศด้าน AI และ Cloud ของประเทศไทย รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกดาต้าเซ็นเตอร์ และกรอบการกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ให้เกิดประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลและนวัตกรรมของภูมิภาค ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. กล่าวว่า ผลการประชุมวันนี้ คณะกรรมการจะดู ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยให้ครอบคลุมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภททั้งที่มีวัตถุประสงค์ทั้งที่ใช้เองภายในกิจการของตนเองหรือบริษัทในเครือ หรือบุคคลอื่นที่มิใช่บริษัทในเครือ ซึ่งจะต้องไปพิจารณาในรายละเอียด โดยเฉพาะขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดไหน ที่จะต้องมีกำหนดหลักเกณฑ์ที่เข้มข้น สำหรับการดูแลในระยะต่อ โดยเบื้องต้นมีการพิจารณาขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งแต่ 2 เมกะวัตต์ขึ้นไป ขณะเดียวกันจะมีนโยบายในการกำหนดให้เป็นหมวดธุรกิจเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งที่ผ่านมาการขออนุญาตการทำธุรกิจนั้นอาจไม่ได้ดำเนินการเฉพาะ และการใช้ประโยชน์น้ำไฟต่างๆ นั้น จะต้องมีการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ และการตั้งกลไกต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้ ปัจจุบันมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดแล้วรวมทั้งสิ้น 35 โครงการ ซึ่งผ่านการสนับสนุนจาก BOI รวม 11 โครงการ ที่เหลือเป็นการขอเองจากหน่วยงานต่างๆ และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 49 โครงการ นอกจากนี้ยังบริษัทหรือธุรกิจที่อยู่ระหว่างพิจารณา และเอกชนให้ความสนใจอีก 117 โครงการ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับกระทรวงพลังงาน จะมี 4 เรื่องสำคัญ ที่จะต้องทำออกมาเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ และดำเนินการตามแนวนโยบายคือ 1.การกำหนดเรต หรือ ราคาค่าไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นประเภทเฉพาะซึ่งในส่วนดังกล่าว กพช. ได้มีมติตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยแยกประเภทผู้ใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งราคาค่าไฟจะต้องสะท้อนต้นทุนสำหรับภาระการนำเข้าแก๊สธรรมชาติ ที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟแพงขึ้น และจะไม่ให้การใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์มากระทบกับประชาชนด้วย 2.เกณฑ์ไฟสะอาด ซึ่งปัจจุบันกำลังเดินหน้าไปสู่ Net Zero ซึ่งกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องมีเกณฑ์ของไฟสะอาด เป็นอัตราที่ไม่เป็นถ่วงของประเทศในการเดินหน้าไปสู่ Zero ซึ่งมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องมีไฟสะอาด 60% สำหรับแผนใหม่ และดาต้าเซ็นเตอร์ต้องเดินไปไม่ช้ากว่าแผนผลิตพลังงาน 3.การสำรองไฟ โดยจะต้องมีการสำรองข้อมูลและสำรองไฟ ซึ่งมาตรฐานการสำรองไฟจะเป็นการใช้แบตเตอรี่ หรือ ปัจจุบันมีการใช้น้ำมันเป็นตัวผลิตพลังงานในการสำรองไฟด้วย ซึ่งส่วนนี้จะต้องมีมาตรฐานที่ไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ และทรัพย์สินของประชาชน 4.เกณฑ์ความมั่นคง เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นผู้ใช้ไฟในปริมาณมาก ดังนั้นจะต้องมีเกณฑ์ และเงื่อนไขในการเชื่อมต่อเข้าระบบ เพื่อไม่ให้เวลาใช้ไฟในปริมาณมากไม่กระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบโครงข่าย และไม่กระทบต่อผู้ใช้ไฟ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน หรือ บ้านเรือน ผู้ประกอบการในบริเวณใกล้เคียง อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |