ส่องกล้อง OSP : สินค้าพรีเมียมดันมาร์จิ้นโต - ล็อกราคาวัตถุดิบล่วงหน้า โบรกฯ ชี้เป้าสูงสุด 22 บาท

รูป ส่องกล้อง OSP : สินค้าพรีเมียมดันมาร์จิ้นโต - ล็อกราคาวัตถุดิบล่วงหน้า โบรกฯ  ชี้เป้าสูงสุด 22 บาท

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 พ.ค. 69 14:42 น.

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 20 พ.ค.69

ชื่อโบรก คำแนะนำ ราคาเป้าหมาย
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ซื้อ 22.00 บาท
บล.ฟิลลิป ซื้อ 20.40 บาท
บล.ลิเบอเรเตอร์ ซื้อ 20.00 บาท
บล.พาย ซื้อ 19.00 บาท
บล.ยูโอบีเคย์เฮียน ซื้อ 19.00 บาท
บล.ดาโอ ซื้อ 19.00 บาท
บล.เคจีไอ ถือ 17.00 บาท
บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล ซื้อ 16.30 บาท
บล.กรุงศรี Neutral 16.10 บาท
บล.เอเซียพลัส Sell 13.40 บาท
บล.บัวหลวง (ไม่มีระบุราคาเป้าหมาย/คำแนะนำที่แน่ชัด) -


สรุปปัจจัยบวก+ ผลตอบแทนเงินปันผลเด่นและ Valuation น่าสนใจ: มีผลตอบแทนเงินปันผลในระดับสูงประมาณ 5% - 6% และซื้อขายบน P/E ที่ต่ำ (เช่น 11.5 - 12.8 เท่า) ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังและไม่สะท้อนปัจจัยบวกที่ทำได้ (บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ดาโอ, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส)

+ กำไรปกติ 1Q26 เติบโตอย่างแข็งแกร่งและทำสถิติสูงสุด: กำไรปกติ 1Q26 อยู่ในช่วง 1.15 - 1.2 พันล้านบาท (+19.2% ถึง +41% YoY, +40.7% ถึง +74% QoQ) ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (บล.พาย, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป)

+ อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ทำระดับสูงสุดใหม่: อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวแตะระดับสูงสุดที่ 42.5% (ขยายตัว 220 bps YoY) จากประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นหลังรวมศูนย์การผลิตที่อยุธยา และการควบคุมค่าใช้จ่ายการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพทำให้ SG&A-to-sales ratio ลดลง 290 bps YoY (บล.พาย, บล.ดาโอ, บล.ฟิลลิป)

+ การเติบโตของยอดขายเครื่องดื่มและของใช้ส่วนตัวในประเทศ: ยอดขายรวมในประเทศโตแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Premium segment ที่ราคามากกว่า 10 บาท/ขวด เติบโตได้ดีช่วยรักษา market share รวมถึงกลุ่ม Personal care เติบโต 7% - 7.4% YoY จากกลุ่มน้ำหอมและสินค้าเจาะกลุ่มผู้ใหญ่ (บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.ฟิลลิป, บล.บัวหลวง)

+ การออกสินค้าใหม่และขยายช่องทางจัดจำหน่าย: มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเจาะตลาดวัยรุ่นและกลุ่มรักสุขภาพ (เช่น M150 Sparkling, เปปทีนสูตรใหม่) และการปรับปรุงเส้นทางกระจายสินค้าไปยังร้านค้าปลีกขนาดเล็กอย่างมีประสิทธิภาพ (บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ฟิลลิป)

+ แนวโน้ม 2Q26 เติบโตได้ต่อเนื่อง YoY: คาดผลประกอบการ 2Q26 ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาล อากาศร้อน และเทศกาลสงกรานต์ คาดว่ายอดขายในไทยจะโตมากกว่า 3% QoQ (บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป, บล.บัวหลวง)

+ การบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนและการล็อกราคาล่วงหน้า: บริษัทได้ทำการล็อกราคาวัตถุดิบและพลังงาน (เช่น ต้นทุนก๊าซธรรมชาติ) ไว้ล่วงหน้าจนถึงช่วง 1H26 ช่วยลดผลกระทบจากสงครามและจำกัด Downside ของอัตรากำไรในระยะสั้น (บล.พาย, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี)

+ แผนบริหารจัดการตลาดต่างประเทศระยะยาว: คาดหวังการฟื้นตัวใน 2H26 หากปัญหาใบอนุญาตนำเข้าในเมียนมาคลี่คลายลงตามเป้าหมาย (เริ่มคล่องตัวตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. 2026) รวมถึงมีแผนลงทุน 100 - 150 ล้านบาท สร้างโรงงานบรรจุขวดแก้วแห่งใหม่ในเมียนมาเสร็จช่วงกลางปี 2027 เพื่อลดปัญหาการขอใบอนุญาตนำเข้าและลดต้นทุนขนส่งในระยะยาว ตลอดจนการเปิดตลาดใหม่ในจีนผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (Babi Mild x Butterbear) (บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป)

+ ได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ: โบรกเกอร์คาดว่าจะได้รับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นการบริโภค เช่น "ไทยช่วยไทยพลัส" เข้ามาช่วยหนุนยอดขาย (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เอเซียพลัส, บล.บัวหลวง)

สรุปปัจจัยลบ- แรงกดดันจากต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่จะเร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง: มีความกังวลเรื่องต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ (เช่น อะลูมิเนียม) และราคาน้ำมันดีเซลที่เร่งตัวขึ้นจากผลกระทบของสงคราม ซึ่งน้ำมันดีเซลคิดเป็น 1 ใน 3 ของต้นทุนขนส่ง โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบชัดเจนและกดดันอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ให้ลดลงมาอยู่ที่ราว 41% ในช่วง 2H26 เป็นต้นไป (บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส)

- ผลประกอบการผ่านจุดสูงสุดไปแล้วใน 1Q26: นักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่ากำไรปกติใน 1Q26 จะเป็นจุดพีคที่สุดของปีนี้ โดยคาดว่ากำไรในไตรมาสต่อๆ ไป (รวมถึง 2Q26) จะหดตัวหรือย่อตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) จากภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นและปัจจัยฤดูกาลชะลอตัวในช่วงครึ่งปีหลัง (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ)

- ปัญหาด้านกฎระเบียบและใบอนุญาตนำเข้าสินค้าในเมียนมา: เมียนมาซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักเจอปัญหาความเข้มงวดและล่าช้าในการอนุมัติใบอนุญาตนำเข้า ส่งผลให้ยอดขายในตลาดต่างประเทศงวด 1Q26 ลดลง 10.6% - 11% YoY และยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่องใน 2Q26 (บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป)

- ผลกระทบจากการเปลี่ยนมาตรฐานบัญชีใหม่ (TAS 21): ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2026 มีการเปลี่ยนมาใช้อัตราแลกเปลี่ยนตลาด (Market Trading Rate) แทนอัตราแลกเปลี่ยนของ ธปท. ในการแปลงค่าเงินจัตของเมียนมา แม้ว่าในเชิงการดำเนินงาน (Operation) จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ส่งผลกระทบทางตัวเลขทำให้รายได้รวมต่างประเทศปรับลดลง โดยนักวิเคราะห์ปรับลดยอดขายรวมลงเหลือ 24,400 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 5% YoY (บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ)

- ข้อจำกัดในการนำเงินปันผลกลับประเทศ: การนำเงินปันผลหรือถอนเงินทุนกลับจากเมียนมามายังประเทศไทยทำได้ช้าและใช้เวลานาน เนื่องจากข้อจำกัดและกฎระเบียบเข้มงวดจากทางภาครัฐเมียนมา (บล.เคจีไอ)

- ยอดขายในตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่อยู่ในภาวะชะลอตัว: ภาพรวมยอดขายต่างประเทศหดตัวลงในเกือบทุกประเทศ ยกเว้น สปป.ลาว ที่ยังเติบโตได้ดี ส่วนยอดขายในกัมพูชาหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งการขยายตลาดของใช้ส่วนตัวไปจีนยังมีส่วนแบ่งรายได้ที่จำกัดอยู่ (บล.พาย, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป)

- ความเสี่ยงจากการแข่งขันและโอกาสหลุดดัชนีสำคัญ: ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังมีการแข่งขันที่เข้มข้น เช่น คู่แข่ง (กระทิงแดง) มีการปรับลดราคาลง นอกจากนี้ OSP ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกถอดออกจากการคำนวณดัชนี SET50 ในรอบถัดไป ซึ่งอาจส่งผลลบต่อราคาหุ้น (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ)


Related Topics