▪ ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.61 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.56 บาทต่อดอลลาร์ ▪ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวน โดยรวมอ่อนค่าลงแบบ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 33.50-33.62 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์และจังหวะปรับตัวสูงขึ้น หลังอัตราเงินเฟ้อ PCE และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE ของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด (ส่วนหนึ่งของการปรับตัวลงมาจากการปรับปรุงการคำนวณดัชนี PCE/Core PCE) ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะในการประชุมเดือนตุลาคม ทว่า การปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบกลับมาปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ได้หนุนเงินดอลลาร์ พร้อมกดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทพอสมควร ▪ มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.50-33.75 บาท/ดอลลาร์ ▪ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว แม้ในช่วงแรกผู้เล่นในตลาดจะทยอยเปิดรับความเสี่ยงเพิ่มเติม ตามการปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ล่าสุด ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.9% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.3% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.2% ▪ ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลง -0.5% กดดันโดยการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวฝั่งยุโรป สอดคล้องกับทิศทางการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive บางส่วน เช่น กลุ่ม Utilities และ กลุ่ม Healthcare ▪ ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซน 5.30% แม้ในช่วงแรกบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะมีจังหวะย่อตัวลงบ้าง ตามการปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาต่ำกว่าคาด ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบและสร้างแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ระยะยาว แม้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวผันผวนสูงขึ้นในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.20% โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน) หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps ▪ ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ได้ช่วยจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์บ้าง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 101.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101-101.5 จุด) ▪ ทองคำ – ความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทยอยปรับตัวลดลงสู่โซน 4,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ว่าในช่วงแรกราคาทองคำจะได้อานิสงส์จากการปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด จนราคาปรับตัวขึ้นใกล้โซน 4,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ▪ สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรม (ISM Manufacturing PMI) เดือนกันยายน รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงาน อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และ ยอดการเลิกจ้างงาน (Challenger Job Cuts) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมิน แนวโน้มดอกเบี้ย FED ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังว่า FED มีโอกาสราว 17% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย อีก 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาส 36% สำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนตุลาคม) และอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง ในปีหน้า ▪ ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของทั้งสองธนาคารกลางหลักยุโรป ▪ ในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) ในเดือนกันยายน ▪ และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เสี่ยงผันผวนสูง หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน หรือแม้จะมีการทำ Rate Check ที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ในช่วงระหว่างวัน บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่หนุนการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบนับตั้งแต่ช่วงวันก่อนหน้า (และมีส่วนหนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลก) อาจสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย โดยในส่วนของเงินบาทนั้น อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม หากราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ซึ่งเราประเมินว่า ในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following ราคาทองคำ (XAUUSD) ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาลง ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ ทำให้ยังคงมีความเสี่ยงที่ราคาทองคำอาจปรับตัวลงต่อทดสอบโซน 3,900-4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะทำให้เงินบาทอาจอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก โดยภาพดังกล่าวอาจเกิดขึ้น หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน เช่น อิหร่านและพันธมิตร Axis of Resistance อย่าง กลุ่ม Houthis เปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทั่วตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและมีกระแสข่าวความหวังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอยู่บ้าง ซึ่งอาจช่วยชะลอโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้ หากแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงเริ่มมีความชัดเจนเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า ควรติดตามการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างใกล้ชิด โดยเราพบว่า เงินเยนญี่ปุ่นมักมีจังหวะแข็งค่าขึ้นในระยะสั้น หากอ่อนค่าลงทะลุโซน 158 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจมาจากถ้อยแถลงของทางการญี่ปุ่น (Verbal Intervention) รวมถึงการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น โดยหากเงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง จะช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท ส่วนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ อาจเป็นปัจจัยที่กดดันเงินบาทเพิ่มเติมได้ในช่วงนี้ ท่ามกลางความกังวลผลกระทบของภาวะน้ำท่วมแต่เศรษฐกิจไทย สะท้อนจากแรงขายสินทรัพย์ไทย อย่าง หุ้นไทย ในช่วงนี้ ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย |