
Citi คาดว่าตลาดสินทรัพย์บนบล็อกเชนอาจโตจากเพียง 17,000 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน สู่ระดับฐาน 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 สะท้อนว่า Tokenization กำลังขยับจากช่วงทดลองเข้าสู่ธุรกิจจริง
รายงาน Tokenization 2030: Wall Street On-Chain ของ Citi ที่เผยแพร่ก่อนงาน Proof of Talk ในปารีส ระบุว่า หากการใช้งานโตช้ากว่าคาด ตลาดอาจอยู่ที่ราว 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ แต่หากมีการยอมรับที่เร็วขึ้น อาจขยายได้ถึง 8.2 ล้านล้านดอลลาร์
Citi มองว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะกำลังเห็น “พลังเต็มรูปแบบของระบบการเงินสหรัฐฯ และสกุลเงินสำรองโลก” เริ่มเคลื่อนเข้าสู่ on-chain ในระดับใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อผู้เล่นอย่าง DTCC และ NYSE เริ่มนำ tokenization เข้าไปในตลาดทุนดั้งเดิม
รายงานชี้ว่า ปัจจัยหลักที่ดันตลาดนี้มีอยู่ 3 ประเด็น ประเด็นแรกคือ ผู้เล่นโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนแบบดั้งเดิมเริ่มนำ tokenization เข้าไปอยู่ในระบบซื้อขายจริง ไม่ใช่แค่ทดลองใน sandbox อีกต่อไป
ในช่วงต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา DTCC ประกาศว่าจะเริ่มทดลองซื้อขายหลักทรัพย์ในรูปแบบโทเคนแบบจำกัดในเดือน ก.ค. ก่อนขยายการใช้งานแพลตฟอร์มให้กว้างขึ้นในเดือน ต.ค.
ขณะที่ Nasdaq ก็กำลังพัฒนา framework ให้บริษัทออกหุ้นบนบล็อกเชนได้ โดยอาจเริ่มได้เร็วสุดในปี 2027 ส่วน Intercontinental Exchange เจ้าของ NYSE ก็มีแผนเกี่ยวกับ tokenized stocks เช่นกัน
นอกจากนี้ Nasdaq ยังได้รับอนุมัติด้านกฎระเบียบให้หุ้นบางประเภทสามารถออกและซื้อขายในรูปแบบ on-chain ได้อีกด้วย
ประเด็นที่สองคือ การเติบโตของ digital cash ที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะเป็นชิ้นส่วนสำคัญให้ธุรกรรมสินทรัพย์ tokenized ชำระราคาได้แทบจะทันที
Citi คาดว่า stablecoin ทั่วไปอาจโตแตะ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 และจะทำงานคู่กับเงินฝากธนาคารดิจิทัล เพื่อให้การแลกเปลี่ยนสินทรัพย์กับเงินสดเกิดขึ้นพร้อมกันในธุรกรรมเดียว
รายงานยังประเมินอีกว่า การเติบโตของ stablecoin เพียงอย่างเดียวอาจสร้างดีมานด์ใหม่ต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ เพราะผู้ออก stablecoin มักต้องถือพันธบัตรรัฐบาลจริงเป็นสินทรัพย์หนุนหลัง
ประเด็นสุดท้ายคือ กฎกำกับเริ่มชัดขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่กฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลสำคัญกำลังเดินหน้าไปสู่การโหวตในวุฒิสภา
เมื่อวันที่ 14 พ.ค. คณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภาสหรัฐฯ โหวต 15-9 แบบสองพรรค เพื่อดัน CLARITY Act เดินหน้าต่อ หลังติดขัดมานานราว 4 เดือน
Citi มองว่า การเติบโตของ tokenization จะเกิดในตลาดสาธารณะกระแสหลัก เช่น หุ้นสหรัฐฯ และพันธบัตรรัฐบาล มากกว่าตลาดเอกชนอย่าง private credit หรือ private equity ซึ่งซื้อขายยากกว่าและเปลี่ยนแปลงช้ากว่า
ทั้งนี้ รายงานตั้งสมมติฐานว่า ภายในปี 2030 ประมาณ 10% ของตลาดตั๋วเงินคลังสหรัฐฯ และ 3% ของตลาดหุ้นสาธารณะสหรัฐฯ จะถูก tokenized
หากนักลงทุนรายย่อยสหรัฐฯ เพียง 10% ย้ายมาใช้แพลตฟอร์มซื้อขายดิจิทัลรูปแบบใหม่ ก็อาจสร้างดีมานด์ต่อหุ้นดิจิทัลได้ถึง 2.6 ล้านล้านดอลลาร์
ในทางกลับกัน ตลาดที่ซับซ้อนกว่า เช่น private credit และ private equity คาดว่าจะมีขนาดเล็กกว่ามาก โดย Citi ประเมินว่าแต่ละตลาดอาจอยู่ราว 100,000 ล้านดอลลาร์ทั่วโลกภายในปี 2030
อย่างไรก็ตาม Citi ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านจะไม่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ เพราะระบบการเงินเก่าและใหม่ต้องทำงานคู่กันไปอีกระยะหนึ่ง
รายงานเปรียบเทียบกับระบบเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์อย่าง E-ZPass ที่ไม่ได้แทนที่การจ่ายเงินสดในวันเดียว แต่ต้องมีช่วงที่ถนนรองรับทั้งช่องจ่ายเงินสดและช่องอัตโนมัติไปพร้อมกัน ซึ่งเพิ่มต้นทุนและความซับซ้อน ก่อนระบบจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปสู่รูปแบบอัตโนมัติเต็มตัว
ท้ายที่สุด Citi มองว่าผู้ได้เปรียบจะเป็นกลุ่ม “Structural Orchestrators” หรือธนาคารและบริษัทลงทุนรายใหญ่ที่ควบคุมได้ทั้งสินทรัพย์จริงและรางชำระเงินดิจิทัล ทำให้สามารถจัดการทั้งกระบวนการซื้อขายได้ภายในเครือข่ายของตัวเอง
ที่มา : coindesk

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย