โบรกฯ ประสานเสียง หุ้นไทย พ.ค.69 อาจมี “Sell in May” คาดดัชนีฯ 1,380 – 1,540 จุด

รูป โบรกฯ ประสานเสียง หุ้นไทย พ.ค.69 อาจมี “Sell in May” คาดดัชนีฯ 1,380 – 1,540 จุด

efinAI


นักวิเคราะห์จับตา “Sell in May and Go Away” อาจจะเกิดเดือน พ.ค.นี้ เหตุกำไร บจ. 2Q/69 จะอ่อนตัว รับผลกระทบตะวันออกกลางเต็มไตรมาส พร้อมเศรษฐกิจไทยประเทศยังชะลอ ส่วนหุ้นไทย Valuation เริ่มตึงตัว แถม MSCI จ่อปรับลดน้ำหนักลงทุน คาด SET Index เคลื่อนไหว 1,380-1,540 จุด แนะเลือกลงทุนหุ้นที่รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ – อิเล็กทรอนิกส์

Sell in May คืออะไร

ปรากฏการณ์ “Sell In may” คือความเชื่อว่านักลงทุนจะเทขายหุ้นในเดือนพฤษภาคม หลังการประกาศงบการเงินไตรมาส 1 และประกาศจ่ายเงินปันผลในเดือน พ.ค. เมื่อนักลงทุนได้รับสิทธิปันผลแล้ว จึงขายหุ้นที่ซื้อมาเพื่อรับปันผลทิ้งไป ขณะเดียวกันเมื่อนักลงทุนต่างชาติได้รับปันผลแล้ว มักจะมีการเคลื่อนย้ายเงินปันผลกลับไปยังแหล่งที่มาของเงินลงทุน ทำให้เงินบาทมักอ่อนค่าลงในเดือนนี้ และความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างเงินดอลลาร์จึงเพิ่มสูงขึ้น

ความเชื่อนี้มาจากสถิติในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะแบ่งการลงทุนตามฤดูร้อน (พ.ค.-ต.ค.) และฤดูหนาว (พ.ย.-เม.ย.) โดยประเมินว่าผลประกอบการในไตรมาส 2 และ 3 อาจไม่ดีเหมือนไตรมาส 1 จึงเกิดแรงเทขายเพื่อทำกำไรออกมาก่อน เนื่องจากไตรมาส 1 มีบรรยากาศของการท่องเที่ยว ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้เงินกันในช่วงปลายปีจนถึงช่วงต้นปีใหม่ นักลงทุนจึงเชื่อว่าผลประกอบการในไตรมาส 1 จะโดดเด่น

เหตุการณ์ “Sell in May and Go Away” ดั้งเดิมมักเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของฝั่งตะวันตก โดยนักลงทุนจะลดสัดส่วนการถือครองหุ้นในช่วงเดือน พ.ค.-ต.ค. ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายเบาบางลง ก่อนจะกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้งประมาณเดือน ต.ค.-พ.ย.

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดปีนี้โอกาสเกิดสูง

“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ประเมินว่า พ.ค.นี้ มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดปรากฏการณ์ “Sell in May” เนื่องจากตลาดเริ่มรับรู้แล้วว่าจะมีการปรับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ลงในช่วงไตรมาส 2/69 จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง (กำไร บจ. ไตรมาส 1/69 ยังดีเพราะยังไม่ได้รับผลกระทบสงคราม เพราะเกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส) ทำให้หลายบริษัทมีต้นทุนในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคก็มีกำลังซื้อลดลง และยังเกิดภาวะ “Supply Disruption” ที่ทำให้ไม่สามารถผลิตได้อย่างเต็มที่ เช่น การขาดแคลนบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น

ขณะเดียวกันปัจจัยในตะวันออกกลางยังรบกวนอยู่เป็นระยะ แม้ทิศทางมีแนวโน้มคลี่คลายลง หลังเห็นสัญญาณการต้องการเจรจาทั้งฝั่งสหรัฐฯ และอิหร่าน สุดท้ายต้องไปติดตามดูว่า ภายใต้เงื่อนไขการเจรจาว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ได้เปรียบ

“ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า หากอิงตามสถิติในอดีตมีโอกาสสูงที่จะเกิดปรากฏการณ์ “Sell in May” ช่วงครึ่งเดือนแรก และรีบาวด์กลับมาได้บ้างในครึ่งเดือนหลัง เพราะคาดว่าจะมีปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยของ MSCI

ขณที่ 18 พ.ค. จะมีการประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 1/69 ของประเทศไทย ถ้าออกมาตามคาดหรือดีกว่าตลาดคาด ก็อาจจะทำให้ประคองดัชนีฯ กลับมาได้ แต่หากต่ำกว่าคาดก็จะเป็นปัจจัยกดดันดัชนีฯ ต่อเนื่อง

“กรรณ์ หทัยศรัทธา” หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) คาดมีโอกาสเกิด “Sell in May” ในปีนี้ อิงสถิติที่ผ่านมา มีแรงขายในช่วงเดือน พ.ค.เกือบทุกปี โดยดัชนีหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมา ก็ปรับตัวขึ้นมามากพอสมควรแล้วจนทำให้ Valuation เริ่มตึงตัว โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่ถูกมองว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้แล้ว หลังเห็นสัญญาณเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับหุ้น DELTA ที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 กำไรสุทธิเติบโตแข็งแกร่ง ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ดันดัชนีให้ปรับตัวขึ้นด้วย แต่หาก DELTA ถูกจับติด Trading Alert ต่อในรอบต่อไป ก็มีโอกาสที่จะทำให้แรงขายเกิดขึ้นได้

“ณรงค์เดช จันทรไพศาล” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า ระบุว่า มีปัจจัยลบที่จะทำให้เกิด “Sell in May” คือ หุ้นไทยช่วงที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นมาพอสมควรจน Valuation ค่อนข้างตึงตัวและอัปไซด์จำกัด ขณะที่ช่วงเดือน พ.ค. มีจ่ายเงินปันผล ซึ่งปีนี้หลายบริษัทจ่ายเงินปันผลสูงกว่าปีก่อน ๆ จึงอาจทำให้เกิดปรากฏการณ์นักลงทุนต่างประเทศขายหุ้นหลังขึ้น XD ดึงเงินกลับ

ขณะเดียวกันกัน MSCI จะปรับน้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยช่วงเดือน พ.ค.ด้วย คาดจะเกิดแรงขายตลาดหุ้นไทยราว 1.6 – 2 พันล้านบาท ซึ่งอาจรับรู้ไปบ้างแล้ว ในวันที่ราคาหุ้น DELTA ปรับตัวลงหนัก ๆ ช่วงปลายสัปดาห์ก่อน

ทั้งนี้ต้องติดตามการประกาศผลการดำเนินงาน บจ.ไตรมาส 1/69 และราคาพลังงานควบคู่ไปด้วย หากไม่ได้แย่มากนัก และไม่มีทิศทางของการปรับประมาณการ EPS ของตลาดหุ้นไทยลง ประกอบกับ หลายบริษัทมีแผนรับมือราคาพลังงานที่ยังทรงตัวสูงต่อไปได้ น่าจะทำให้ GDP ในประเทศไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และเห็นการค่อย ๆ ฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่อาจยับยั้งไม่ให้เกิดแรงขายมากจนเกินไป

“ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ ประเมินว่า มีสัญญาณจากดัชนีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (SOX) ของสหรัฐฯ ที่เพิ่งปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 18 วัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงถึง 20% ซึ่งถือเป็นสัญญาณของการเข้าสู่โหมดพักฐาน ส่วนตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญความเหนื่อยยาก เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติยังคงเทขายสุทธิอย่างต่อเนื่อง จึงมีโอกาสเกิด “Sell in May and Go Away” ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตต่ำ

อย่างไรก็ตาม “ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์” ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กรุงศรี กลับมองว่า โอกาสเกิด “Sell in May” เป็นไปได้น้อย เพราะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้จะยังไม่จบลง แต่ก็มีทิศทางที่จะสามารถเจรจาพูดคุยกันได้ ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซจะสามารถกลับมาเปิดให้เรือขนส่งสินค้าสามารถแล่นผ่านได้อีกครั้ง

ส่วนทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ยังเป็นไปในแนวผ่อนคลาย ตามแนวทางของประธาน FED คนใหม่ ซึ่งจะเป็น Sentiment เชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

ขณะที่การเมืองในประเทศ ยังมีสเถียรภาพมากกว่าหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา สะท้อนจากแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมีเสียง ส.ส. ในสภาพเกือบ 300 เสียง และเดือน พ.ค. คาดจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาด้วย

สำหรับสถิติ 10 ปีหลังในเดือน พ.ค. หุ้นไทยติดลบ 6 ครั้ง และเป็นบวก 4 ครั้ง โดยผลตอบแทนของ SET Index เดือน พ.ค. ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ติดลบเฉลี่ย 0.68%

ประเมินกรอบดัชนี 1,380 – 1,540 จุด

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี SET Index เดือน พ.ค.69 นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ 1,380 – 1,540 จุด ดังนี้

กรอบดัชนีสูงสุดมาจาก บล.ไอร่า ประเมิน 1,450-1,540 จุด ส่วน บล.กรุงศรี ประเมิน 2 ช่วง คือ กรอบล่างอยู่ที่ 1,380-1,400 จุด กรอบบน 1,500-1,540 จุด

แนะเลือกลงทุนหุ้นที่รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ – อิเล็กทรอนิกส์

“ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์” ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กรุงศรี แนะนำ ทยอยสะสมหุ้นไทยที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะเริ่มออกมาในช่วงเดือน พ.ค.นี้

“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เลือกลงทุนหุ้นกลุ่มที่จะได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่จะเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงเดือน พ.ค.นี้ รวมถึงหุ้นที่มีแนวโน้มจะไม่ถูกนักวิเคราะห์ปรับลดประมาณการกำไรปี 69 ลง เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่รายได้ส่วนใหญ่อิงจากต่างประเทศ ไม่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัวลง และไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามในตะวันออกกลางด้วย

“ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) แนะนำ ธีมลงทุน Domestic Play เพราะจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทยอยออกมา ทำให้หนุนผลการดำเนินงานหุ้นในกลุ่มดังกล่าว รวมถึงกลุ่มที่ก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดเดือน พ.ค.มีแนวโน้มที่ราคาหุ้นจะฟื้นตัวกลับมาได้ หลังจะมีการพบกันของ “โดนัลด์ ทรัมป์” กับ “สีจิ้นผิง” ที่ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งคลายความรุนแรงลง

“กรรณ์ หทัยศรัทธา” หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ระบุว่า ตลาดเริ่มให้น้ำหนักต่อความกังวลของสงครามตะวันออกกลางลดน้อยลง และสถานการณ์ดังกล่าวผ่านจุดเลวร้ายที่สุดไปแล้ว ระยะถัดไปแม้ความขัดแย้งยังไม่จบลงและอาจรบกวนตลาดหุ้นในระยะสั้นในบางช่วง ตามท่าทีของความตึงเครียดที่ส่งสัญญาณเพิ่มระดับขึ้น ดังนั้นจึงเป็นช่วงที่นักลงทุนสามารถกลับมาลงทุนด้วยความเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้ แต่ต้องโฟกัสเป็นรายตัว เลือกเฉพาะหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มีการจ่ายปันผลที่น่าสนใจ และราคาหุ้น Laggard

“ณรงค์เดช จันทรไพศาล” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า มองว่า การลงทุนในต่างประเทศแนะนำ หุ้นในกลุ่ม AI เพราะกำลังเป็นกระแสความนิยมอยู่ในขณะนี้ เช่นเดียวกับ ชิปที่ก็มีความต้องการสูง ดังนั้น หากต้องการลงทุนในหุ้นไทยในช่วงเดือน พ.ค.นี้ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มเดียวที่ยังมีความน่าสนใจ

“ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ แนะนำ ระมัดระวังและเลือกลงทุนเป็นรายตัว (Selective Buy) โดยเน้นหาหลุมหลบภัยในหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) ได้แก่ โรงพยาบาล, โรงไฟฟ้า และ กลุ่มสื่อสาร ขณะที่แม้จะมีแรงหนุนหรือการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และธนาคารเข้ามาบ้าง แต่ยังต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ศราพงค์ นันติวงค์

ศราพงค์ นันติวงค์

หัวหน้าข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย