โครงสร้างค่าไฟใหม่ 2569 เรื่องที่ทุกคนต้องรู้ เปลี่ยนสู่พลังงานทางเลือก

รูป โครงสร้างค่าไฟใหม่ 2569 เรื่องที่ทุกคนต้องรู้ เปลี่ยนสู่พลังงานทางเลือก

efinAI


เจาะลึกโครงสร้างค่าไฟฟ้าไทย 2569 เรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนต้องรู้ “เงินที่เราจ่ายไปในแต่ละเดือน ถูกคำนวณมาอย่างไร?” พร้อมอัปเดตใหม่ ล็อกค่าไฟ 200 หน่วยแรก จ่าย 3 บาท ใครคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ และหุ้นกลุ่มไหนบ้างได้ประโยชน์

เมื่อบิลค่าไฟกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกบ้านต้องสนใจ! แต่เคยสงสัยไหม ในใบแจ้งหนี้นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร? ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ในปี 2569 ที่รัฐบาลพยายามแก้โจทย์ค่าครองชีพ โดยการล็อกราคา 200 หน่วยแรกไว้ที่ 3 บาท “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” จะพาทุกคนไปแกะรอยโครงสร้างค่าไฟฟ้าของไทย เจาะลึกมาตรการช่วยเหลือล่าสุดจากภาครัฐ


โครงสร้างค่าไฟฟ้าคืออะไร?
  • โครงสร้างค่าไฟฟ้า คือ ระบบการรวบรวมต้นทุนทั้งหมด ตั้งแต่การผลิต การจัดส่ง ไปจนถึงการบริการจำหน่าย เพื่อกำหนดเป็นราคาขายปลีกต่อหน่วยให้แก่ประชาชน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและมีความเป็นธรรม
4 องค์ประกอบหลักในบิลค่าไฟ

1.ค่าไฟฟ้าฐาน: เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ซึ่งครอบคลุมต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า, ระบบสายส่ง, ระบบจำหน่าย และกำไรที่เหมาะสมของ 3 การไฟฟ้า (กฟผ., กฟน., กฟภ.) มักจะปรับปรุงทุก 3-5 ปี

2.ค่า Ft (Fuel Adjustment Charge): ค่าไฟฟ้าผันแปรที่ปรับทุก 4 เดือน เพื่อสะท้อนต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ราคาเชื้อเพลิง (ก๊าซธรรมชาติ, ถ่านหิน) และนโยบายรัฐบาล

3.ค่าบริการรายเดือน: ค่าใช้จ่ายในการจดมิเตอร์ พิมพ์บิล และการบริหารจัดการอื่นๆ (ปัจจุบันบ้านอยู่อาศัยเสียประมาณ 24.62 บาท/เดือน)

4.ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%): คิดจากยอดรวมของ 3 ส่วนแรก


รูปแบบการคิดค่าไฟฟ้าของไทยเป็นอย่างไร?
  • ประเทศไทยใช้การคิดค่าไฟแบบ “อัตราก้าวหน้า” (Progressive Rate) สำหรับบ้านอยู่อาศัย ซึ่งเป็นหลักการที่ว่า “ยิ่งใช้มาก ยิ่งจ่ายแพง” เพื่อรณรงค์ให้เกิดการประหยัดพลังงาน

ประเภทการคิดค่าไฟหลักๆ
  • อัตราก้าวหน้า (บ้านอยู่อาศัย): แบ่งเป็นขั้นบันได เช่น 15 หน่วยแรกราคาหนึ่ง, หน่วยที่ 16-25 อีกราคาหนึ่ง ยิ่งจำนวนหน่วยสะสมสูงขึ้น อัตราต่อหน่วยจะสูงขึ้นตาม
  • อัตรา TOU (Time of Use Tariff): คิดตามช่วงเวลาที่ใช้ไฟฟ้า

On-Peak: (จันทร์-ศุกร์ 09.00 – 22.00 น.) ค่าไฟจะแพงเพราะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง

Off-Peak: (กลางคืน, วันเสาร์-อาทิตย์, วันหยุดราชการ) ค่าไฟจะถูกลงมาก เหมาะกับคนที่ใช้ไฟช่วงกลางคืนหรือชาร์จรถ EV

การปรับอัตราค่าไฟฟ้ามีกี่รูปแบบ? โดยการปรับราคาไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่มีกลไกที่ชัดเจน ดังนี้

  • การปรับค่าไฟฟ้าฐาน ระยะเวลา ทุก 3 – 5 ปี ปัจจัยในการพิจารณา เงินเฟ้อ, ต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่, การขยายสายส่ง
  • การปรับค่า Ft ระยะเวลา ทุก 4 เดือน ปัจจัยที่ใช้พิจารณา ราคาก๊าซธรรมชาติ (LNG), อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท, ปริมาณการซื้อไฟจากต่างประเทศ
  • มาตรการระยะสั้นจากรัฐ ระยะเวลาตามสถานการณ์ ปัจจัยที่ใช้พิจารณา เช่น การ “ตรึงค่าไฟ” เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ (ล่าสุดปี 2569 มีมติคุมค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท)

สรุปค่าไฟออกมาจากอะไร? (สูตรการคำนวณเบื้องต้น)

  • ค่าไฟฟ้าทั้งหมด = (ค่าไฟฟ้าฐาน+ค่า Ft)×หน่วยที่ใช้+ค่าบริการรายเดือน+VAT 7%


ทำไมช่วงนี้ค่าไฟแพง
?

  • ส่วนใหญ่มาจาก ค่า Ft เป็นหลัก เพราะราคาพลังงานโลกมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย หากค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ต้นทุนการนำเข้าพลังงานก็จะสูงขึ้นทันที ส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต้องพิจารณาปรับเพิ่มค่า Ft ในรอบบิลถัดไปนั่นเอง

รูปแบบการปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ (เริ่ม มิ.ย. 2569) ล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างค่าไฟใหม่ เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน

  • ล็อกราคา 200 หน่วยแรก: กำหนดให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก มีราคาไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย (จากเดิมราคาเฉลี่ยรวม Ft มักจะอยู่ที่ประมาณ 3.90 – 4.18 บาท)
  • การคิดแบบขั้นบันไดจริง: ทุกครัวเรือนจะได้สิทธิ 200 หน่วยแรกในราคาถูกเหมือนกันหมด หากใช้เกินกว่านั้นจะจ่ายเพิ่ม “เฉพาะส่วนที่เกิน” เท่านั้น ไม่ใช่การดีดราคาทั้งบิล
  • เป้าหมาย: เพื่อให้ราคาค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนและช่วยให้คนตัวเล็กเข้าถึงพลังงานในราคาที่เป็นธรรม

นอกจากโครงสร้างใหม่แล้ว รัฐยังมีมาตรการคู่ขนานเพื่อลดผลกระทบ และถือเป็นแนวทางสนับสนุนในช่วงการเปลี่ยนผ่าน คือ มาตรการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี รวมทั้งสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินปริมาณ 500 เมกะวัตต์ทั้งประเทศ โดยมีปริมาณพลังงานไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์รับซื้อไฟฟ้า และได้กำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่จำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบ 2.20 บาทต่อหน่วย ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี

ใครคือผู้ได้รับผลกระทบ “ค่าไฟแพง”?

  • กลุ่ม Heavy User (ใช้ไฟเกิน 400-500 หน่วยขึ้นไป)
  • กลุ่มที่ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า หรือไม่ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ช่วย จะได้รับผลกระทบจากราคาส่วนเกินที่แพงขึ้นชัดเจน

โครงสร้างใหม่นี้ คนใช้ไฟน้อย ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ จะจ่ายถูกลงชัดเจนประมาณ 20% แต่คนที่ใช้ไฟฟุ่มเฟือยจะต้องแบกรับต้นทุนที่แท้จริงของพลังงานมากขึ้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายพลังงานไทยในปี 2569 นี้

การวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยภายใต้บริบท “ค่าไฟพุ่ง” และ “การปรับโครงสร้างราคาใหม่” ในปี 2569 เป็นเรื่องที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด


กลุ่มที่ได้รับ “อานิสงส์”

หุ้นกลุ่มนี้มักได้ประโยชน์จากราคาค่าไฟที่ปรับตัวสูงขึ้น (ค่า Ft เพิ่มขึ้น) หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อพลังงานสะอาด

  • โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy): เช่น SSP, GUNKUL เนื่องจากโรงไฟฟ้ากลุ่มนี้มีต้นทุน “คงที่” เพราะไม่ได้ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เมื่อค่า Ft ปรับเพิ่มขึ้น รายได้ของบริษัทจะโตขึ้นตามค่าไฟที่ขายได้ แต่ต้นทุนเท่าเดิม ทำให้อัตรากำไร (Margin) ขยายตัว
  • โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP): เช่น GULF, EGCO, RATCH เนื่องจากมีโครงสร้างสัญญาแบบ Pass-through คือสามารถส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิง (ก๊าซ LNG) ไปยังรัฐได้โดยตรง ทำให้กำไรค่อนข้างเสถียรแม้ราคาพลังงานโลกจะผันผวน
  • หุ้นกลุ่มติดตั้ง Solar Rooftop: เช่น GUNKUL, SPCG เนื่องจากเมื่อโครงสร้างค่าไฟใหม่เก็บเงินกลุ่มใช้ไฟเยอะแพงขึ้น จะกระตุ้นให้ภาคครัวเรือนและโรงงานแห่ติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ

กลุ่มที่ได้รับ “ผลกระทบเชิงลบ”

กลุ่มที่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น หรือความไม่สมดุลของราคาขาย

  • โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP): เช่น BGRIM, GPSC เนื่องจากมีสัดส่วนการขายไฟให้ “ลูกค้าอุตสาหกรรม” สูง ซึ่งราคานี้อิงกับค่า Ft หากรัฐบาลสั่ง “ตรึงค่าไฟ” หรือปรับขึ้น Ft น้อยกว่าต้นทุนก๊าซที่พุ่งสูงขึ้น จะทำให้ Margin ของกลุ่มนี้ถูกบีบ (Squeeze) จนกำไรลดลง
  • อุตสาหกรรมที่ใช้ไฟเข้มข้น (Energy Intensive): เช่น SCC (ปูนซีเมนต์), IVL (ปิโตรเคมี), กลุ่มเหล็ก และ กลุ่มห้างสรรพสินค้า (CPN, CPALL) เนื่องจากค่าไฟคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของต้นทุนการดำเนินงาน เมื่อค่าไฟปรับขึ้นและไม่สามารถผลักภาระให้ผู้บริโภคได้ทั้งหมด จะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิทันที
  • กลุ่มผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม: เช่น CPF, TU เนื่องจากมีต้นทุนด้านห้องเย็นและการผลิตที่ต้องใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง


การปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ในปี
2569 ถือเป็นก้าวย่างสำคัญของการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน แม้กลุ่มที่ใช้ไฟสูงจะต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นบ้าง แต่นี่คือสัญญาณให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนต้องเร่งปรับตัวสู่พลังงานทางเลือก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย