สรุปไฮไลท์ Shangri-La Dialogue ครั้งที่ 23: นานาชาติร่วมถกความมั่นคงโลกยุคใหม่ จับตา “AI-สมรภูมิใต้ทะเล”

รูป สรุปไฮไลท์ Shangri-La Dialogue ครั้งที่ 23: นานาชาติร่วมถกความมั่นคงโลกยุคใหม่ จับตา “AI-สมรภูมิใต้ทะเล”

efinAI


ปิดฉากลงเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับการประชุม Shangri-La Dialouge ครั้งที่ 23 ที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 29-31 พ.ค. ที่ผ่านมา ท่ามกลางการจับตามองท่าทีของสหรัฐฯ จากทั่วโลก ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระมัดระวังมากขึ้นต่อการกล่าวถึงประเด็นไต้หวัน ขณะที่จีนไม่ส่งรัฐมนตรีกลาโหมเข้าร่วมประชุมเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน แต่ส่งนายทหารระดับรองมาแทน

ขณะเดียวกัน นอกจากไต้หวันแล้ว การประชุมในปีนี้มีการขยายวงหารือไปสู่ประเด็นที่เป็นความท้าทาย ทั้งความขัดแย้งในอิหร่าน, ความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยเฉพาะสายเคเบิลใต้ทะเล รวมถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในแวดวงการทหาร

เฮกเซธ เลี่ยงตอบปมร้อน “ไต้หวัน”

พีท เฮกเซธ เลี่ยงกล่าวถึงไต้หวันในสุนทรพจน์ ซึ่งเป็นท่าทีที่ต่างจากปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง โดยเวลานั้น เขาวิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างดุเดือดกรณีคุกคามไต้หวัน โดยในช่วงตอบคำถาม เฮกเซธได้เลี่ยงตอบประเด็นการขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน และระบุว่าเป็นหน้าที่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ในการตัดสินใจเรื่องนี้ โดยในการเยือนปักกิ่งเมื่อเดือนพ.ค. ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้เตือนฝั่งสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องไต้หวันอย่างชัดเจน

นิก มาร์โร นักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียจาก Economist Intelligence Unit เผยกับ Nikkei Asia ว่า ไต้หวันเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมาก เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลทรัมป์ต้องการรักษาเสถียรภาพที่เปราะบางซึ่งสืบเนื่องจากการประชุมสุดยอดผู้นำที่ผ่านมา แต่เราก็ไม่ควรตีความว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงนโยบาย แต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ ในระยะสั้น ซึ่งสำหรับไต้หวันแล้ว สิ่งนี้ย่อมหมาย ท่าทีของสหรัฐฯ ที่เว้นระยะมากขึ้นในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

บรรดาผู้สังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตว่า อุณหภูมิความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจคู่ปรับลดควาร้อนแรงลงในปีนี้ โดยจีนส่งคณะผู้แทนเข้าร่วมเป็นเจ้าหน้าที่ระดับรอง นำโดยพล.ต. เมิ่ง เสียงชิง จากมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศ (National Defense University – NDU)

นอกจากประเด็นไต้หวันแล้ว ชุย เทียนไค อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอดีตเอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ ยังได้ตั้งคำถามถึงการปรากฏตัวของเรือรบยุโรปในช่องแคบไต้หวัน โดยระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าวทำให้นึกถึงยุคล่าอาณานิคม ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารของสหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์ชี้แจงว่า การส่งเรือเข้ามาก็เพื่อแสดงออกถึงเสรีภาพในการเดินเรือ

ดีแลน เยซิลกอซ-เซเกเรียส รองนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า “เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อแสวงหาความขัดแย้ง เรามาเพื่อแสวงหาความร่วมมือผ่านเรือฟริเกต ซึ่งเราเคยทำแบบเดียวกันนี้เมื่อสองปีก่อนโดยได้รับความร่วมมือที่ดีจากจีน และหวังว่าในอนาคตหากเราเข้ามาในพื้นที่นี้อีก การพบกันจะเป็นไปอย่างราบรื่นอีกครั้ง”

สงครามอิหร่านกระทบขายอาวุธสหรัฐฯ

เฮกเซธพยายามที่จะแยกประเด็นความขัดแย้งในสงครามอิหร่าน ออกจากการขายอาวุธให้ไต้หวัน โดยระบุว่าอเมริกามีคลังอาวุธสำรองที่เพียงพอสำหรับต่อสู้กับอิหร่าน ประเด็นนี้ถูกตั้งข้อสงสัยหลังจากที่รักษาการรัฐมนตรีว่าการทบวงทหารเรือสหรัฐฯ แถลงต่อคณะกรรมาธิการสภาคองเกรสก่อนหน้านี้ว่า การขายอาวุธให้ไต้หวันต้องชะลอออกไปก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าสหรัฐฯ มียุทธภัณฑ์เพียงพอสำหรับปฏิบัติการต่อต้านอิหร่าน

โจชัว เคอร์แลนท์ซิค นักวิชาการอาวุโสด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้จากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อธิบายว่า คำพูดของเฮกเซธบ่งบอกถึงความสิ้นหวัง ซึ่งยิ่งตอกย้ำความคิดที่ว่าสหรัฐฯ กำลังจะปล่อยให้อิหร่านมีอำนาจมากขึ้นกว่าเดิม

ทางด้านชีค ซาอูด บิน อับดุลราห์มาน บิน ฮัสซาน บิน อาลี อัล ทานี รองนายกรัฐมนตรีกาตาร์ แสดงความหวังในการประชุมว่าจะได้เห็นทางออกที่ยั่งยืนสำหรับความขัดแย้งนี้ และกล่าวว่า “อิหร่านคือเพื่อนบ้านของเราวันนี้ เมื่อวานนี้ และจะเป็นเพื่อนบ้านของเราในอนาคต เราจึงต้องสร้างความมั่นใจว่าความสัมพันธ์จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ”

งบประมาณด้านการป้องกันประเทศ

นานาประเทศเริ่มยอมรับว่า จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ โดยญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และเนเธอร์แลนด์ ต่างมีแผนเพิ่มการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้

เฮกเซธ กล่าวว่า นานาประเทศควรจัดสรรงบประมาณด้านการป้องกันประเทศอย่างน้อย 3.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แม้กระทั่งประเทศอย่างนิวซีแลนด์ ซึ่งจัดสรรงบประมาณต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าว ก็กำลังปรับเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้เช่นกัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ผลักดันแนวคิดนี้มานานหลายปี ซึ่งทำให้หลายประเทศรู้สึกหนักใจในตอนแรก แต่ปัจจุบันเริ่มยอมรับแนวคิดดังกล่าวอย่างน้อยก็บนเวที ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์กล่าวว่า “สหรัฐฯ ทำถูกต้องแล้วที่เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เพิ่มงบประมาณ โดยชี้ว่าการที่รัสเซียบุกยูเครนได้เปลี่ยนมุมมองของชาวเนเธอร์แลนด์ไปในทิศทางนั้น”

พล.อ. เจนนี คาริกแนน เสนาธิการกองทัพของแคนาดากล่าว “ไม่มีประเทศใดสามารถทำทุกอย่างได้เพียงลำพัง การมีความสามารถในการเสริมสร้างศักยภาพให้กันและกันถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่การจะทำเช่นนั้นได้ คุณต้องมีการป้องกันประเทศของตัวเองให้พร้อมก่อน”

สายเคเบิลใต้ทะเล: ความมั่นคงระลอกใหม่

สายเคเบิลใต้ทะเลกลายเป็นประเด็นสำคัญด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง เนื่องจากเป็นช่องทางสำคัญในการรับ-ส่งข้อมูลสื่อสารและธุรกรรมทางการเงินของโลก อีกทั้งยังยากต่อการป้องกันในเชิงกายภาพ

ริชาร์ด มาร์ลส์ รองนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กล่าวว่า พื้นที่ใต้ทะเลได้กลายเป็นสมรภูมิแข่งขันที่สำคัญในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา เราเห็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเลที่สำคัญอย่างต่อเนื่องในระดับและความถี่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

ไต้หวันรายงานเหตุสายเคเบิลใต้ทะเลขัดข้อง 5 ครั้งในปี 2025 มากกว่าปี 2024 และ 2023 ที่เกิดขึ้นปีละ 3 ครั้ง ขณะเดียวกัน ยังมีเหตุการณ์ที่สงสัยว่าเกิดจากการลากสมอเรือที่ส่งผลให้สายเคเบิลและสายส่งไฟฟ้าหลายเส้นในทะเลบอลติกขาดในช่วงปี 2024 และ 2025

มาร์ลส์เสริมว่า ทุกอย่างต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานที่เปราะบางและไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ซึ่งเราได้เห็นแล้วในกรณีทะเลบอลติก ว่าสายเหล่านี้ถูกตัดขาดได้ด้วยสมอเรือ สำหรับออสเตรเลีย 99% ของปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศพึ่งพาสายเคเบิลใต้ทะเล 15 เส้นเท่านั้น

ในการประชุมปีนี้ ยังได้มีการประกาศกรอบความร่วมมือ GUIDE (Guiding Principles for Underwater Infrastructure Defence Exchanges) ร่วมกันระหว่าง 17 ประเทศ ประกอบด้วยออสเตรเลีย, บรูไน, เอสโตเนีย, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, อิตาลี, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, มาเลเซีย, เนเธอร์แลนด์, นิวซีแลนด์, ฟิลิปปินส์, กาตาร์, สิงคโปร์, สวีเดน, ไทย และสหราชอาณาจักร เพื่อยกระดับความร่วมมือในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเล รวมถึงสายเคเบิลใต้ทะเล

แม้ว่าสหรัฐฯ และจีนจะไม่ได้ร่วมลงนามในกรอบดังกล่าว แต่สหรัฐฯ อังกฤษ และออสเตรเลียได้ประกาศแผนงานแยกภายใต้ความร่วมมือไตรภาคี “AUKUS” เพื่อร่วมกันพัฒนาโดรนใต้น้ำตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป

ประสานเสียงคุมใช้ AI ในสมรภูมิรบ

จีนใช้เวทีนี้ในการเรียกร้องให้มีการควบคุมดูแลการใช้ปัญญาประดิษฐ์ทางการทหารที่เข้มงวดขึ้น

พล.ต. เมิ่ง เสียงชิง กล่าวว่า การปล่อยให้อัลกอริทึมมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายเหนือมนุษย์ อาจนำไปสู่การสูญเสียด้านเทคโนโลยี และอาจทำให้ฉากในภาพยนตร์เรื่อง The Terminator เป็นความจริง

โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม เน้นย้ำว่า “นานาประเทศควรสร้างความมั่นใจว่ามนุษย์จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดต่อการตัดสินใจอันจะนำมาซึ่งผลกระทบที่รุนแรงต่อความมั่นคง” และเสริมว่า “ในมิติด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง คำถามสำคัญไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีที่ทรงพลัง แต่เป็นเรื่องที่ว่ามนุษยชาติจะสามารถรักษาอำนาจในการควบคุมมันไว้ได้มากน้อยเพียงใด”

ทางด้าน อัน กยู-บัค รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีใต้ กล่าวว่า “ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจของสงครามแล้ว และเมื่อการส่งโดรน รวมถึงหุ่นยนต์กลายเป็นเรื่องปกติ สงครามรูปแบบใหม่ที่ไร้ความรู้สึกจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น”

สหรัฐฯ ยอมรับว่ามีการใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือสนับสนุนในสงครามอิหร่าน แต่ไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือชี้นำการตัดสินใจอัตโนมัติ

ยุทธศาสตร์ “คุยไป-รุกไป” ของจีนในทะเลจีนใต้

ทะเลจีนใต้ยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สร้างความตึงเครียดในเอเชีย โดยมีการเผชิญหน้ากันระหว่างเรือของจีนและฟิลิปปินส์ในน่านน้ำที่เป็นข้อพิพาทหลายครั้ง ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า จะทำให้สถานการณ์บานปลายในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญอีกแห่งของโลก

ขณะเดียวกัน ทั้งจีนและเวียดนามต่างเร่งถมทะเลและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ข้อพิพาท ซึ่งตอกย้ำการขยายอิทธิพลของแต่ละฝ่าย ขณะที่การเจรจาเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติในทะเลจีนใต้ยังคงยืดเยื้อมานับ 10 ปี

กิลเบอร์โต เตโอโดโร จูเนียร์ รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า “จีนกำลังใช้ยุทธศาสตร์ ‘คุยไป-รุกไป’ ในทะเลจีนใต้ โดยหันมาใช้การเจรจาเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยกำลังทหาร” และกล่าวว่า “จากประสบการณ์ของฟิลิปปินส์ การเจรจาจึงไม่ใช่หนทางยุติความขัดแย้ง แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบ ซึ่งเราจะไม่ยอมและจะไม่ถูกหลอกอย่างเด็ดขาด”

“บางที จีนอาจต้องการแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อที่พวกเขาจะได้ต่อรองให้คงสถานะที่เป็นอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมและไม่อาจยอมรับได้สำหรับประเทศอื่น ๆ ที่อ้างสิทธิ์” เตโอโดโร

ที่มา Nikkei Asia และ CNBC

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

สุภัค โห้พึ่งจู

สุภัค โห้พึ่งจู

หัวหน้าส่วนงานข่าวต่างประเทศ สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย