เก็บคอ งอเข่า รับมือวิกฤตพลังงานลากยาว

รูป เก็บคอ งอเข่า รับมือวิกฤตพลังงานลากยาว

efinAI


เตรียมพบกับความเจ็บปวด อาจไม่ใช่คำพูดเกินจริงแล้ว หลังจากสงครามตะวันออกกลางตอนนี้ยืดเยื้อมาเป็นเวลา 2 เดือนแล้ว และช่องแคบฮอร์มุซยังไม่มีวี่แววที่จะกลับมาเปิด แถมล่าสุดราคาน้ำมันโลกก็พุ่งไปถึง 120 เหรียญต่อบาร์เรลไปเรียบร้อย และน่าจะยังทรงตัวในระดับสูงต่อไป เนื่องจากฮอร์มุซไม่ใช่เส้นทางเดินเรือธรรมดา แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของพลังงานโลก

เพราะน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 25% ของการขนส่งน้ำมันทางทะเลโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ นอกจากนี้ยังมีก๊าซ LNG อีกราว 19–20% ดังนั้นเมื่อเส้นเลือดใหญ่เส้นนี้ถูกปิดกั้น ต้นทุนของระบบเศรษฐกิจโลกจึงพุ่งสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกำลังจะถูกผลักเข้าสู่ราคาสินค้าทุกชิ้น

โดยด่านแรกที่ต้องรับเต็มๆ จากต้นทุนราคาน้ำมัน ก็คือ ค่าขนส่ง ค่าไฟ บรรจุภัณฑ์ เช่น โรงงานที่ใช้ไฟฟ้า ก๊าซ น้ำมันเตา หรือดีเซล จะเจอต้นทุนสูงขึ้นพร้อมกัน ขณะที่ค่าขนส่งสินค้าทั้งในประเทศและนำเข้าก็จะแพงขึ้นตามราคาน้ำมัน ส่วนบรรจุภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นพลาสติก กล่องโฟม ฟิล์ม หรือวัสดุที่โยงกับปิโตรเคมี ราคาก็พร้อมขึ้นตามวัตถุดิบพลังงานเช่นกัน ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเห็นสัญญาณจากราคาถุงพลาสติกที่ปรับราคาบ้างแล้ว และเหล่านี้ก็ล้วนแต่เป็นต้นทุนที่ขึ้นเป็นลูกโซ่ ซึ่งสุดท้ายก็จะถูกส่งกลับมายังผู้บริโภค ผ่านราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน

ด่านต่อมาคืออาหาร ซึ่งน่ากังวลที่สุด เพราะราคาพลังงานที่แพงขึ้น นอกจากกระทบกับค่าขนส่งแล้ว ยังกระทบค่าปุ๋ย ค่าอาหารสัตว์ ซึ่งก็จะส่งต่อไปที่ ราคาหมู ไก่ ไข่ ปลา ผัก ผลไม้ อาหารสำเร็จรูป ไปจนถึงของกินริมทางที่มีโอกาสขยับขึ้นเป็นระลอก แม้บางรายการอาจยังไม่ขึ้นทันที เพราะผู้ประกอบการพยายามรับภาระต้นทุนไว้ให้ แต่หากสงครามยังไม่จบ การเจรจายังคาราคาซัง และสินค้าคงคลังในราคาต้นทุนเดิมหมดลง เมื่อนั้นต้นทุนจากผู้ผลิต ก็จะไปสู่ราคาหน้าร้านและผู้บริโภค อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

ตามมาด้วยเงินเฟ้อที่แม้ว่าจะไม่ได้มาแบบพุ่งแรงวันเดียว แต่จะค่อย ๆ ซึมเข้ากระเป๋าประชาชนทุกมื้อ ทุกการเดินทาง และทุกบิลค่าใช้จ่าย ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจอาจจะยังไม่เข้าสู่ภาวะชะงักงัน แต่หากสถานการณ์วิกฤตพลังงานรอบนี้ลากยาว ก็อาจไม่แน่เหมือนกัน

โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลจึงไม่ใช่แค่แจกเงิน กระตุ้นกำลังซื้อ แต่ต้องหามาตรการช่วยเหลือตรงจุดและทันเวลา เช่น มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ช่วยค่าครองชีพผ่านระบบร่วมจ่าย โดยรัฐช่วย 60% ประชาชนจ่าย 40% ในวงเงิน 4,000 บาทต่อคน และรัฐบาลอาจต้องออกมาตรการควบคู่ ด้วยการเยียวยา ผ่านการลดภาระค่าพลังงานประชาชน ด้วยการดูแลค่าไฟภาคครัวเรือน ตลอดจนอาจใช้มาตรการภาษี รวมถึงปล่อยสินเชื่อช่วยผู้ประกอบการรายเล็ก หรือเอสเอ็มอี ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย

คนไทยต้อมยอมรับความจริงแล้วว่า วิกฤติรอบนี้ไม่ง่ายเลย ทุกอย่างมีต้นทุน และต้นทุนทุกอย่างก็กำลังมารออยู่หน้าบ้านเรา เข้ามามีส่วนอยู่ในทุกมื้ออาหาร ทุกการเดินทาง ทุกบิลค่าไฟ ทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถึงเวลาที่เราต้องเก็บคอ งอเข้า รับมือวิกฤตพลังงานรอบนี้อาจจะลากยาว กว่าที่เราคิด และน่าจะเป็นสัญญาณเตือนว่าวิกฤตพลังงานโลกครั้งนี้ อาจจะจะกลายเป็นวิกฤตปากท้องของคนไทยเต็มรูปแบบ

Reported by

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย