ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตโลกร้อนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทางรอดของโลกและธุรกิจสีเขียวกำลังไล่คืบเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยล่าสุด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) พบว่า ตลาด ESG Bond ที่ระดมทุนเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เริ่มกลับมาฟื้นตัวในปี 2025
โดยภาพรวม มูลค่าคงค้างของ ESG Bond ไทยอยู่ที่ 186,404 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2025 เพิ่มขึ้น 5.7% จากปีก่อน หลังจากตลาดซบเซาต่อเนื่องมาหลายปี
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญมาจากการผ่อนคลายมาตรการของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ที่เชื่อมโยงการออกพันธบัตรเข้ากับโครงการด้านความยั่งยืนมากขึ้น
ขณะที่ ภาคเอกชนยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ตลาดเริ่มเห็นสัญญาณบวกจาก Green Bond และ Blue Bond ซึ่งอาจกลายเป็นตัวพลิกเกมในระยะถัดไป โดยเฉพาะเงินทุนที่เชื่อมโยงกับกองทุนด้าน Climate Change จากเวที COP30
รัฐ–รัฐวิสาหกิจ แรงขับหลักฟื้นตลาด ESG Bond
นราพร สังสะนา เจ้าหน้าที่วิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า การฟื้นตัวของตลาด ESG Bond ในปี 2025 เกิดจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจเป็นหลัก โดยมีการปรับทิศทางมาออก Sustainability-linked Bond และ Sustainability Bond เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ ยอดออก ESG Bond ใหม่ในปี 2025 อยู่ที่ 142,434 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) เพิ่มขึ้น 24.9% จากปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 114,000 ล้านบาท
กระทรวงการคลัง Re-open SLB หนุนตลาดชัดเจน
โดยเฉพาะในปี 2025 กระทรวงการคลังได้ขยายการออก (Re-open) Sustainability-linked Bond รุ่น SLB406A ถึง 7 ครั้งตลอดทั้งปี คิดเป็นมูลค่ารวม 111,434 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 271.4% ซึ่งอยู่เพียง 30,000 ล้านบาท ทั้งนี้ การออกพันธบัตรรุ่น SLB406A ดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อปรับโครงสร้างหนี้จากมาตรการเยียวยาผลกระทบในช่วง COVID-19 จึงกลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยปลุกตลาดตราสารหนี้ ESG ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
รัฐวิสาหกิจเดินหน้าต่อ เติมสภาพคล่องตลาด
ขณะเดียวกัน รัฐวิสาหกิจ โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) ได้ออก Sustainability Bond เพิ่มขึ้นจาก 11,000 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 20,000 ล้านบาทในปี 2025 หรือขยายตัวกว่า 81.8% โดยเงินที่ได้ถูกนำไป รีไฟแนนซ์สินเชื่อโครงการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน และชำระคืนเงินทุนที่ใช้ในการปล่อยสินเชื่อด้านการพัฒนาสังคม
นอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ยังได้ออก Sustainability-linked Bond มูลค่า 2,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงการขยายและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า
ภาคเอกชนยังชะลอ แต่ Green Bond เริ่มขยับ
ในทางตรงกันข้าม การออก ESG Bond ใหม่จากภาคเอกชนยังอยู่ในภาวะชะลอตัว
โดยในปี 2025 มียอดออกอยู่ที่ 43,970 ล้านบาท ลดลง 29.5% จากปีก่อน
ซึ่งอยู่ที่ 62,333 ล้านบาท เนื่องจาก การลดลงของการออก Sustainability Bond และ Social Bond
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาพรวมที่ยังฝืด การออก Green Bond ของภาคเอกชนกลับเพิ่มขึ้น โดยขยายตัวถึง 62.5% จาก 6,800 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 11,050 ล้านบาทในปี 2025
แม้มูลค่าดังกล่าวยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2021–2023 ที่ 25,805 ล้านบาท แต่สะท้อนว่า ภาคเอกชนเริ่มกลับมาลงทุนในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง หลังจากได้ลงทุนไปแล้วจำนวนมากในช่วงก่อนหน้า
Sustainability-linked Bond และ Blue Bond ดาวรุ่งระยะถัดไป
นอกจากนี้ ในปี 2025 การออก Sustainability-linked Bond และ Blue Bond จากภาคเอกชนเริ่มขยายตัวอย่างชัดเจน โดย Sustainability-linked Bond เพิ่มขึ้นจาก 15,360 ล้านบาท เป็น 28,800 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 87.5%
โดยเงินทุนส่วนใหญ่ถูกนำไป ชำระคืนหนี้ เป็นเงินทุนหมุนเวียน และบางส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อสัตว์น้ำที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ขณะที่ Blue Bond ได้รับความสนใจมากขึ้นจากภาคพลังงานและอาหาร ด้วยยอดออกใหม่กว่า 4,120 ล้านบาท
เพื่อนำไปลงทุนโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation)
และโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและน้ำ
มุมมอง KResearch: ตลาดกำลังเปลี่ยนเฟส
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า Sustainability-linked Bond ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น จากทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน หลังจากมีการปรับกฎเกณฑ์ให้ผู้ออกสามารถกำหนด KPI ด้านความยั่งยืนได้ยืดหยุ่นมากขึ้น
ส่วน Blue Bond ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของตลาด แม้จะเติบโตเร็ว แต่ยังมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและข้อมูล เนื่องจากตั้งแต่เริ่มออกในปี 2024 จนถึงปี 2025 มีผู้ออกเพียง 4 ราย รวม 7 ฉบับ เท่านั้น











