ทำเนียบขาวจี้ Fed ‘ขึ้นดอกเบี้ยทำไม’ หลังเงินเฟ้อพื้นฐานแตะ 2% แต่กรรมการ Fed ส่งสัญญาณขึ้นต่อ ปมความเป็นอิสระเดือด
ทำเนียบขาวออกโรงตั้งคำถามต่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อีกครั้ง หลังคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) มีมติขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมสัปดาห์ก่อน แม้ Kevin Hassett ผู้อำนวยการ National Economic Council จะมองว่าเงินเฟ้อพื้นฐานรายปีล่าสุดอยู่ที่ 2% แล้วก็ตาม เขาจึงตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า “แล้วขึ้นดอกเบี้ยไปทำไม?” ขณะเดียวกัน ความเห็นจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดหลายรายยังสะท้อนว่าธนาคารกลางอาจเดินหน้าคุมเข้มนโยบายต่อ ทำให้ประเด็นความเป็นอิสระของเฟดกลับมาเป็นที่จับตาของนักลงทุนทั่วโลก
กระแสความขัดแย้งรอบนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดกำลังพยายามประเมินทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ หลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยโดยมีมติจากกรรมการทุกคนใน FOMC และในประมาณการเศรษฐกิจล่าสุด เจ้าหน้าที่เฟด 16 คน คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยอีกหนึ่งครั้งในปีนี้ นอกจากนี้ Michael Barr กรรมการเฟดยังระบุว่าอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเพื่อให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% เช่นเดียวกับ Susan Collins ประธานเฟดบอสตันที่สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยล่าสุด และ Alberto Musalem ประธานเฟดเซนต์หลุยส์ที่มองว่าอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเพื่อลดแรงกดดันด้านราคา
ทำเนียบขาวชี้เฟดยังไม่ฟื้นความเป็นอิสระเต็มที่
Hassett ยังกล่าวถึงประเด็นเชิงโครงสร้างของเฟด โดยมองว่าตลาดกำลังกังวลกับการที่เจ้าหน้าที่เฟดซึ่งไม่ได้แต่งตั้งโดยประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาส่งสัญญาณว่าอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกหลายครั้ง สิ่งนี้สะท้อนว่าความเป็นอิสระของเฟดยังไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ เขายังหยิบยกธรรมเนียมที่ประธานเฟดและรองประธานมักจะออกจากบอร์ดเมื่อวาระผู้นำสิ้นสุดลง แต่กรณีนี้ไม่เป็นเช่นนั้น โดยชี้ไปที่ Jerome Powell และ Michael Barr ที่ยังคงนั่งอยู่ในบอร์ด
ประเด็นดังกล่าวทำให้ตลาดต้องประเมินทั้งมิติของนโยบายการเงินและแรงกดดันทางการเมืองไปพร้อมกัน เพราะหากเฟดยังส่งสัญญาณตึงตัวต่อไป อัตราดอกเบี้ยสหรัฐอาจทรงตัวในระดับสูงนานกว่าที่คาด ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงการเคลื่อนไหวของเงินทุนในตลาดเกิดใหม่
ผลกระทบต่อเงินดอลลาร์ หุ้นไทย และสินทรัพย์เสี่ยง
สำหรับนักลงทุนไทย ดอกเบี้ยสหรัฐถือเป็นต้นทุนเงินทุนของระบบการเงินโลก หากเฟดยังมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยต่อ เงินดอลลาร์ มีโอกาสแข็งค่า และอาจกดดันให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อต้นทุนทางการเงินและหุ้นที่พึ่งพาสภาพคล่องจากต่างชาติ อย่างไรก็ตาม หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาต่ำตามที่ทำเนียบขาวอ้าง แรงกดดันให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยต่ออาจลดลง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงและหุ้นไทยในระยะถัดไป
ในมุมของการจัดพอร์ตแบบหลายสินทรัพย์ ช่วงที่ดอกเบี้ยสหรัฐยังไม่นิ่ง นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับความผันผวนของทั้งหุ้นและทองคำ เนื่องจากทองคำไม่มี Yield เมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ย ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำจะสูงขึ้น ขณะเดียวกันบอนด์ระยะยาวอาจเผชิญแรงกดดันจากราคาที่ปรับลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ดังนั้นการติดตามท่าทีของเฟดและข้อมูลเงินเฟ้อชุดถัดไปจึงเป็นตัวแปรสำคัญต่อการปรับพอร์ตลงทุนให้ยืดหยุ่นตามภาวะตลาด
สิ่งที่นักลงทุนควรจับตาต่อจากนี้
- ทิศทางการประชุม FOMC ครั้งถัดไป ว่าจะยังคงส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อหรือไม่
- ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานสหรัฐ ว่าจะยืนใกล้ระดับ 2% ได้ต่อเนื่องหรือไม่
- ความแข็งค่าของดอลลาร์ ซึ่งกระทบกระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดเกิดใหม่
- กลุ่มหุ้นไทยที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น หุ้นที่มีภาระหนี้สูงหรือพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศ
- ราคาทองคำและบอนด์ ที่มักตอบสนองต่อทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐอย่างชัดเจน
โดยสรุป การปะทะกันระหว่างมุมมองของทำเนียบขาวกับเฟดครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงเรื่องตัวเลขเงินเฟ้อ แต่สะท้อนถึงสมดุลระหว่างนโยบายการเงิน ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และผลกระทบต่อการลงทุนทั่วโลก นักลงทุนจึงควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและถ้อยแถลงของเฟดอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินจังหวะการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างเหมาะสม