| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นในวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่พุ่งขึ้น ขณะที่นักลงทุนตอบรับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และจับตาผลการหารือจากการประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 50,063.46 จุด เพิ่มขึ้น 370.26 จุด (+0.75%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,501.24 จุด เพิ่มขึ้น 56.99 จุด (+0.77%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,635.22 จุด เพิ่มขึ้น 232.88 จุด (+0.88%) ดัชนี S&P 500 และแนสแดคยังคงทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ห่างจากระดับออลไทม์ไฮที่ทำไว้เมื่อวันที่ 10 ก.พ. อยู่ที่ 0.3% ประธานาธิบดีทรัมป์เข้าร่วมการประชุมสุด ณ กรุงปักกิ่ง พร้อมคณะผู้ติดตามจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ซึ่งรวมถึงอีลอน มัสก์ ซีอีโอของ Tesla และ เจนเซน ฮวง ซีอีโอ Nvidia โดยสหรัฐฯ อนุมัติการขายชิป H200 ของบริษัทให้กับบริษัทจีน การประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง มีเป้าหมายเพื่อหารือในหลายประเด็น ได้แก่ การค้า การขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้ไต้หวัน และการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบมายังเอเชีย สำหรับความเห็นของนักวิเคราะห์ต่อประเด็นนี้ ไมเคิล โมนาแกน ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนของ Founder ETFs กล่าวว่า การประชุมนี้มีความสำคัญสูงมาก แม้จะเป็นการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ แต่เชื่อมั่นว่าทั้งสองฝ่ายจะได้ประโยชน์มากกว่าหากร่วมมือกัน และรู้สึกยินดีที่ได้เห็นผู้นำทั้งสองร่วมมือกันและมีบรรยากาศของการประนีประนอม และหวังว่าจะเห็นผลต่อเนื่องไปสู่การทำข้อตกลงระยะยาว ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่ประกาศล่าสุด พบว่า ยอดค้าปลีกเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 0.5% ตามคาด เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามในอิหร่าน โดยราคาน้ำมันเบนซินเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคานำเข้าพุ่งขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2022 ขณะที่รายงานตัวเลขเงินเฟ้อหลายรายการในสัปดาห์บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้นจะลามไปสู่สินค้าและบริการอื่น ๆ ซึ่งทำลายความหวังที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้จากธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยเจฟฟรีย์ ชมิด ประธานเฟด สาขาแคนซัสซิตี้ ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อเป็นความเสี่ยงที่กดดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากที่สุด ทั้งนี้ ชมิดไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงในนโยบายการเงินปีนี้ แต่ความเห็นของเขาก็สะท้อนถึงมุมมองของกลุ่มที่สนับสนุนนโยบายการเงินแบบเข้มงวดภายในเฟด ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P 500 พบว่า กลุ่มเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นมากที่สุด (+1.85%) ขณะที่กลุ่มวัสดุลดลงมากที่สุด (-0.80%) - หุ้น Nvidia ปิดพุ่ง 4.4% หลังสหรัฐฯ อนุมัติการขายชิป H200 ให้บริษัทจีน - หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังได้แรงหนุนจาก Nvidia ขณะที่บริษัทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งรวมถึง Qualcomm, Intel, Sandisk และ Micron ลดลงประมาณ 3.4-6.1% - หุ้น Cisco พุ่งขึ้น 13.4% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ประกาศเลิกจ้างเกือบ 4,000 ตำแหน่ง และปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ทั้งปี - หุ้น Nebius Group บริษัทโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี พุ่งขึ้น 6.7% หลังจาก Northland Capital ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นอีก 15.3% เป็น 248 ดอลลาร์ต่อหุ้น - หุ้น Boeing ร่วงลง 4.7% แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะเปิดเผยกับ Fox News ว่า จีนตกลงที่จะซื้อเครื่องบิน 200 ลำ - หุ้น Cerebras ผู้ผลิตชิป พุ่งขึ้น 68.2% ในการเปิดเทรดวันแรกในตลาดสหรัฐฯ ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 18,770 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 18,170 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1.6 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 500 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 95 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 2,755 ตัว และหุ้นลบ 1,980 ตัว โดยมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1.39 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 30 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 11 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 113 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 130 ตัว ที่มา Reuters |