| UBS ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% ในเดือนก.ย. และธ.ค. ปีนี้ หลังรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนส.ค. ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ด้าน Citigroup เลื่อนคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไปของเฟด เป็นเดือนมิ.ย. 2027 พร้อมยกเลิกคาดการณ์เดิมที่ระบุว่า เฟดจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในช่วงปลายปีนี้ และอีกครั้งในต้นปีหน้า ก่อนหน้านี้ UBS Global Wealth Management คาดว่าเฟดจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินในปีนี้ แต่ได้เปลี่ยนมุมมองดังกล่าว หลังจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 56,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.1% ซึ่งตอกย้ำว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังมีความแข็งแกร่ง UBS ระบุว่า “การสื่อสารที่สะท้อนจุดยืนด้านนโยบายที่เข้มงวด โดยเฉพาะถ้อยแถลงของ เควิน วอร์ช ประธานเฟด ในการประชุมแจ็กสัน โฮล (Jackson Hole) ประกอบกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากปัญหาคอขวดด้านอุปทาน รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงานเดือนส.ค. ที่ออกมาแข็งแกร่ง มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้เราเปลี่ยนมุมมอง” ขณะนี้ ตลาดการเงินสะท้อนโอกาสราว 58% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 15-16 ก.ย. เพิ่มขึ้นจาก 52% เมื่อวันพฤหัสบดี (3 ก.ย.) ก่อนที่จะมีการรายงานตัวเลขการจ้างาน ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Citigroup เลื่อนคาดการณ์เฟดลดดอกเบี้ยครั้งถัดไป เป็นกลางปี 2027 นอกจากนี้ Citigroup ยังปรับประมาณการทิศทางอัตราดอกเบี้ย หลังตัวเลขการจ้างงานล่าสุดออกมาแข็งแกร่ง โดยปรับเลื่อนคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไปของเฟด เป็นเดือนมิ.ย. 2027 จากเดิมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนต.ค. 2026 ทั้งนี้ Citigroup คาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% ในเดือนมิ.ย, ก.ย. และธ.ค. 2027 โดยยกเลิกคาดการณ์เดิมที่มองว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนต.ค และธ.ค. 2026 รวมถึงเดือนม.ค. 2027 Citigroup ซึ่งมีมุมมองไปในเชิงสนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงินมาโดยตลอดนั้น ระบุว่า ข้อมูลตลาดแรงงานล่าสุดบ่งชี้ว่า ผู้กำหนดนโยบายมีแนวโน้มที่จะพิจารณาว่าภาวะการจ้างงานโดยรวมยังมีเสถียรภาพ และจะหันไปให้ความสำคัญด้านเงินเฟ้อมากขึ้น นักลงทุนจะหันไปจับตาดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนส.ค. ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ เพื่อประเมินการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดต่อไป ที่มา Reuters (1) และ (2) อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |