| PTT ยอมรับอยู่เจรจาร่วมมือพันธมิตรหลายรายในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี โดยยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงกับรายใด ชี้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างความแข็งแกร่งธุรกิจในระยะยาว ย้ำการดำเนินการต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และคงความเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีอำนาจควบคุมธุรกิจ นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ตามที่มีกระแสข่าวความเป็นไปได้ในการเข้าลงทุนของพันธมิตรต่างชาติในธุรกิจโรงกลั่นของบริษัทในกลุ่ม ปตท. นั้น ปัจจุบัน ปตท. อยู่ระหว่างหารือและประเมินโอกาสความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพหลายราย ซึ่งยังไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และยังมิได้บรรลุข้อตกลงกับคู่เจรจารายใด ทั้งนี้ การดำเนินการใด ๆ จะได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของธุรกิจ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศเป็นสำคัญ รวมทั้งเป็นไปตามกฎหมาย และผ่านกระบวนการพิจารณาและอนุมัติที่เกี่ยวข้อง การแสวงหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีเป็นหนึ่งในแนวทางที่ ปตท. พิจารณา เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจในระยะยาว ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ความยืดหยุ่นในการจัดหาวัตถุดิบ การเข้าถึงตลาด การพัฒนาเทคโนโลยี และประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อรองรับความท้าทายจากภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน และความผันผวนของตลาดพลังงานโลก การแสวงหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ดังกล่าวจะอยู่ภายใต้โครงสร้างที่ ปตท. ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และผู้มีอานาจควบคุมในกลุ่มธุรกิจดังกล่าว ทำให้ทิศทางเชิงกลยุทธ์ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ปตท. มุมมองโบรกเกอร์ บล.ฟิลลิป ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ADNOC สนใจซื้อหุ้นโรงกลั่นในกลุ่ม PTT สอดคล้องกลยุทธ์หาพันธมิตรของ PTT แม้ยังไม่ชัดเจนว่าบริษัทใดจะได้รับการลงทุน มองเป็นปัจจัยหนุนระยะสั้นต่อ TOP และ IRPC โดย TOP น่าสนใจจาก PBV ต่ำกว่ากลุ่ม ขณะที่ CFP ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านกำลังผลิตและน้ำมันดิบ สำหรับ PTTโดยรวมคาดจะได้ผลบวกจากการมีพันธมิตรที่ช่วยหนุนให้ผลประกอบการบริษัทลูกดีขึ้น สำหรับ PTT โดยรวมจากประเด็นนี้ มองว่าระยะสั้นจะเป็นปัจจัยหนุนต่อราคาหุ้น และเมื่อมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับผลบวกจากการมีพันธมิตรที่ช่วยหนุนให้ผลประกอบการดีขึ้น จะเป็น Upside ในการปรับประมาณการกำไรและราคาพื้นฐานขึ้น นอกจากนี้ในระยะกลางถึงยาวบริษัทมีกลยุทธ์การลงทุนที่มีวินัย ฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดย ณ 2069 มี Net Debt to EBITDA ที่ 1.26 เท่า ลดลงจาก 1.75 เท่าในปลายปีที่แล้ว และพอร์ตการลงทุนของบริษัทรองรับความผันผวนได้ดี คงคำแนะนำ “ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐาน 40.00 บาท เพื่อรับเงินปันผล รวมถึง upside การปันผลสูงขึ้นจากผลประกอบการที่ดีในปีนี้ และคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปีนี้ประมาณ 4-6% อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |