ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ขึ้นดอกเบี้ย 25 bps สู่ระดับ 5% สกัดเงินเฟ้อจากวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง
ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 25 basis points สู่ระดับ 5% ในการประชุมวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เพื่อควบคุมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลง การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนความกังวลต่อผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางซึ่งทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
การขึ้นดอกเบี้ยรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก BSP เริ่มวงจรคุมเข้มนโยบายการเงินตั้งแต่เดือนเมษายน โดยเป้าหมายหลักคือดึงอัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 2-4% หลังตัวเลขเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมยังอยู่ที่ 6.2% แม้จะลดลงจากจุดสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปีที่ 7.2% ในเดือนเมษายนก็ตาม
เงินเฟ้อยังสูงกว่ากรอบเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาในฟิลิปปินส์ยังไม่คลี่คลาย โดยอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วง 7 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 5% ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารกลางอย่างต่อเนื่อง BSP ประเมินว่าเงินเฟ้ออาจแตะจุดสูงสุดในไตรมาส 4 ของปีนี้ ก่อนจะค่อยๆ ปรับลดลงในช่วงถัดไป โดยคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2569 ที่ 6.1%, ปี 2570 ที่ 5.4% และปี 2571 ที่ 3.3% ซึ่งจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในที่สุด
นายอีไล เรโมโลนา ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ ระบุว่า ธนาคารกลางจะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดเท่าที่จำเป็นเพื่อทำให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย พร้อมย้ำว่าการปรับขึ้นครั้งนี้เป็นมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากภายนอกและปัจจัยในประเทศ
ความเสี่ยงใหม่จากเอลนีโญและค่าแรงขั้นต่ำ
แม้ BSP จะส่งสัญญาณพร้อมคุมเงินเฟ้ออย่างจริงจัง แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ผลของนโยบายการเงินอ่อนแรงลง โดยเฉพาะปรากฏการณ์ เอลนีโญ ที่อาจกดดันราคาข้าวให้สูงขึ้น รวมถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในกรุงมะนิลา ซึ่งอาจกระตุ้นการบริโภคและสร้างแรงส่งต่อราคาในระบบเศรษฐกิจ
ผู้ว่าการเรโมโลนายอมรับว่าแม้จะหวังว่าไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก แต่ก็ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ออกไปทั้งหมด หากสถานการณ์เงินเฟ้อและราคาพลังงานแย่ลงกว่าคาด นั่นหมายความว่าทิศทางดอกเบี้ยของฟิลิปปินส์ในช่วงที่เหลือของปีอาจยังมีความไม่แน่นอนสูง
ผลกระทบต่อนโยบายการเงินในเอเชีย
การตัดสินใจของ BSP สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในเอเชียยังไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและเผชิญความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานที่เปราะบาง หากราคาน้ำมันยังผันผวน ธนาคารกลางหลายแห่งอาจต้องระมัดระวังมากขึ้นในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
สำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายในภูมิภาค การส่งสัญญาณของฟิลิปปินส์อาจถูกใช้เป็นตัวชี้วัดว่าธนาคารกลางในเอเชียยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพราคาเหนือการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น
มุมมองนักวิเคราะห์: ขึ้นรอบสุดท้ายหรือไม่
นักวิเคราะห์จาก Capital Economics มองว่า การปรับขึ้นครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายของรอบดังกล่าว โดยคาดว่า BSP จะคงดอกเบี้ยไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปี ก่อนเริ่มปรับลดลงในต้นปีหน้า หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางไม่ลุกลามเพิ่มเติม
ด้าน Oxford Economics เห็นต่างเล็กน้อย โดยประเมินว่า BSP อาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 25 bps ในเดือนตุลาคม เนื่องจากยังมีแรงกดดันเงินเฟ้อรอบสองและความเสี่ยงด้านขาขึ้นในราคาสินค้าและบริการ
ผลต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดหุ้น
สำหรับประเทศไทย การขึ้นดอกเบี้ยของฟิลิปปินส์อาจส่งผลทางอ้อมต่อภาคส่งออกและการท่องเที่ยว เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นทั้งตลาดสำคัญของสินค้าไทยและเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวที่มีบทบาทในบางอุตสาหกรรม หากเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ชะลอตัวลง อุปสงค์ต่อสินค้าไทยและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอาจลดลง ซึ่งจะกดดันกลุ่ม อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึง โรงแรมและท่องเที่ยว
ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มธนาคารไทยอาจได้รับอานิสงส์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ธุรกิจที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศอาจเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น นักลงทุนจึงควรติดตามผลต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวต่อภาวะดอกเบี้ยและค่าเงิน
ทองคำ พันธบัตร และการจัดพอร์ตลงทุน
ในภาวะที่เงินเฟ้อและความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยง นักลงทุนจำนวนมากอาจหันไปหา สินทรัพย์ปลอดภัย มากขึ้น โดยทองคำยังคงเป็นตัวเลือกสำคัญจากความต้องการป้องกันความเสี่ยง ขณะที่พันธบัตรระยะสั้นอาจได้รับความสนใจจากอัตราผลตอบแทนที่สอดคล้องกับดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้กระจายความเสี่ยงในพอร์ต โดยลดสัดส่วนหุ้นในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง พร้อมพิจารณาเพิ่มสินทรัพย์ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของพอร์ตเมื่อความผันผวนในตลาดการเงินยังอยู่ในระดับสูง
มุมมองระมัดระวังจากนักวิจัยในฟิลิปปินส์
นายจอห์น เปาโล ริเวรา นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเพื่อการพัฒนาฟิลิปปินส์ มองว่า การคงดอกเบี้ยอาจเป็นแนวทางที่สมดุลกว่า เว้นแต่เงินเฟ้อจะแย่ลง ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีก หรือค่าเงินเปโซอ่อนค่าอย่างรุนแรง ความเห็นนี้สะท้อนว่าการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องมีต้นทุนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และ BSP ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการคุมราคาและการประคองการเติบโตอย่างรอบคอบ
โดยสรุป การที่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ขึ้นดอกเบี้ยสู่ 5% เป็นสัญญาณชัดเจนว่าเงินเฟ้อยังเป็นความท้าทายหลักของประเทศ และอาจส่งผลต่อแนวนโยบายในเอเชียรวมถึงมุมมองการลงทุนของนักลงทุนไทยในระยะสั้นถึงกลาง การติดตามสถานการณ์พลังงาน เงินเฟ้อ และทิศทางดอกเบี้ยจึงยังเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้เล่นในตลาดการเงิน