| สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีดาวโจนส์ลดลง 346 จุด (-0.65%) เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 53,094.00 จุด ณ เวลา 10.10 น. วันนี้ตามเวลาไทย ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี S&P 500 ลดลง 0.11% ส่วนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า Nasdaq-100 บวกสวนตลาด 0.34% ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการในวันจันทร์ (7 ก.ย.) เนื่องในวันแรงงาน ด้านตลาดหุ้นเอเชีย ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 1.8% ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 0.07% ในการซื้อขายเช้านี้ ส่วนดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงลดลง 0.46% เช่นเดียวกับดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลีย ที่ย่อลง 0.07% น้ำมันพุ่งสูงสุดรอบ 6 สัปดาห์ กดดันเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ในวันจันทร์ (7 ก.ย.) หลังอิหร่านและสหรัฐฯ เปิดฉากตอบโต้ในช่วงสุดสัปดาห์ โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพ.ย. ปิดที่ 97.31 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.03 ดอลลาร์ หรือ +1.1% ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ เคลื่อนไหวอยู่ที่ 92.66 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.3% ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังดำเนินต่อไป ซึ่งสร้างแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือบอนด์ยีลด์ของสหรัฐฯ เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงจะกระตุ้นให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ประกาศว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วตะวันออกกลาง เพื่อตอบโต้หากสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายอิหร่านเพิ่มเติม โดยก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 3 ลำ เพื่อตอบโต้การที่อิหร่านยิงขีปนาวุธทิ้งตัวใส่เรือรบของสหรัฐฯ จับตาเงินเฟ้อ-ทิศทางดอกเบี้ยเฟด เอ็ด ยาร์เดนี ประธาน Yardeni Research ให้ความเห็นว่า “การประชุมธนาคารกลางหลายแห่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า จะเป็นบททดสอบต่อความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น ขณะที่บอนด์ยีลด์ทั่วโลกกำลังปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน คำถามคือ การปรับตัวดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางใด การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด เงินเฟ้อที่สูงกว่าคาด และ/หรือวิกฤตหนี้การคลังที่กำลังจะเกิดขึ้น” ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า โดยนักลงทุนในตลาดให้น้ำหนัก 60% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group อย่างไรก็ดี ตลาดยังจับตาดัชนีราคาผู้ผลิต (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนส.ค. ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางเงินเฟ้อ ซึ่งจะมีผลต่อการดำเนินนโยนบายการเงินของเฟด จับตาแคนาดาเตรียมตอบโต้ภาษีสหรัฐฯ นอกจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางแล้ว นักลงทุนยังต้องจับตาความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง โดยมาตรการภาษีตอบโต้ของแคนาดาต่อสินค้าสหรัฐฯ มูลค่าราว 20,000 ล้านดอลลาร์ จะมีผลบังคับใช้ในวันอังคาร (8 ก.ย.) ขณะที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แคนาดาเตรียมบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าหลายร้อยรายการจากสหรัฐฯ ในอัตรา 15%-50% โดยมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่า การยืนหยัดตอบโต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะช่วยเสริมจุดยืนของรัฐบาลแคนาดาในการเจรจากับสหรัฐฯ ทั้งนี้ หากไม่มีการผ่อนผันในนาทีสุดท้าย รัฐบาลแคนาดาจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มเหล็กจากสหรัฐฯ หลายรายการเป็น 50% จากเดิม 25% พร้อมเก็บภาษีสินค้าอีกหลายประเภท อาทิ รถจักรยานยนต์ เครื่องสำอาง ชีส และอื่น ๆ มาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ส่งออกของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในรัฐมิชิแกนและโอไฮโอ ซึ่งมีการค้ากับแคนาดาในระดับสูง และกำลังมีการแข่งขันอย่างดุเดือดในการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในเดือนพ.ย. ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ ก่อนที่มาตรการภาษีใหม่ของแคนาดาจะมีผลว่า ผู้ผลิตเครื่องบินสัญชาติแคนาดาอย่าง Bombardier จะไม่สามารถจำหน่ายเครื่องบินในสหรัฐฯ ได้ เว้นแต่แคนาดาจะเริ่มผลิตในสหรัฐฯ ที่มา CNBC, Reuters และ Bloomberg อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |