| สหราชอาณาจักร แคนาดา และออสเตรเลีย ประกาศรับรองปาเลสไตน์ เป็นรัฐอย่างเป็นทางการ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในด้านนโยบายต่างประเทศ และเป็นการแยกตัวออกจากแนวทางของสหรัฐฯ โดยมีชาติยุโรปและพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ อีกหลายประเทศ ที่เตรียมประกาศรองรับตามมาในสัปดาห์นี้ นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ ระบุว่า “เพื่อรื้อฟื้นความหวังแห่งสันติภาพระหว่างชาวปาเลสไตน์และอิสราเอล และเพื่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างทั้งสองรัฐ สหราชอาณาจักรจึงขอรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ” โดยก่อนหน้านั้นไม่นาน แคนาดาเป็นชาติแรกในกลุ่ม G7 ที่รับรองปาเลสไตน์ โดยนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ให้คำมั่นถึง “อนาคตที่สงบสุขทั้งสำหรับรัฐปาเลสไตน์และอิสราเอล” ส่วนแถลงการณ์จากนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย ก็ยืนยันการรับรอง “รัฐปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระและมีอธิปไตย” แม้การรับรองดังกล่าวจะเป็นเชิงสัญลักษณ์ แต่ก็ช่วยยกระดับสถานะทางการทูตของปาเลสไตน์ และเปิดทางสู่การทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์จริงในพื้นที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยในพื้นที่ฉนวนกาซาซึ่งเผชิญกับวิกฤตด้านมนุษยธรรม ยังคงทวีความรุนแรงต่อเนื่องนานเกือบ 2 ปี และในเขตเวสต์แบงก์ ชาวปาเลสไตน์ก็กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวและกองทัพอิสราเอล ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์ มีผู้เสียชีวิตในกาซามากกว่า 65,000 คน นับตั้งแต่เดือนต.ค. 2023 รวมถึงเด็กหลายพันคน โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกทำลายและประชากรส่วนใหญ่ต้องอพยพเพื่อความปลอดภัย ด้านเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา คร่าชีวิตประชาชนในเมืองกาซา อย่างน้อย 34 คน ขณะที่ประชาชนหลายแสนคน ต้องเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง  การตัดสินใจครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสกดดันต่ออิสราเอลจากนานาชาติ ซึ่งอังกฤษเคยประกาศไว้ตั้งแต่ ก.ค. ว่า จะรับรองปาเลสไตน์ หากรัฐบาลอิสราเอลไม่ดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อยุติ “สถานการณ์อันเลวร้าย” ในกาซา ซึ่งผู้นำอังกฤษระบุว่า “ท่ามกลางความน่าสะพรึงกลัวที่ขยายวงในตะวันออกกลาง เรากำลังดำเนินการเพื่อรักษาความหวังแห่งสันติภาพและการแก้ปัญหาความขัดแย้งของทั้งสองรัฐ นั่นหมายถึง ความปลอดภัยสำหรับอิสราเอล และรัฐปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ได้ แต่ปัจจุบันเรายังไม่มีทั้ง 2 อย่าง” การประกาศของอังกฤษ สร้างความไม่พอใจแก่อิสราเอลและสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ ยืนยันว่าการรับรองปาเลสไตน์จะยิ่งทำให้กลุ่มหัวรุนแรงเข้มแข็งขึ้น และเป็นการ “ให้รางวัล” แก่กลุ่มกบฏฮามาส ขณะที่กลุ่ม Hostage and Missing Families Forum ซึ่งเป็นตัวแทนครอบครัวผู้ถูกจับเป็นตัวประกัน ก็ประณามการตัดสินใจดังกล่าว โดยยืนยันว่าการพูดถึงรัฐปาเลสไตน์จะต้องขึ้นอยู่กับการปล่อยตัวประกันทั้งหมดก่อน ซึ่งผู้นำอังกฤษ ได้ตอบโต้ว่า การรับรองนี้ “ไม่ใช่รางวัลให้ฮามาส” เพราะฮามาสจะไม่มีอนาคตและไม่มีบทบาทในรัฐบาล เช่นเดียวกับอัลบาเนซีที่ย้ำว่าฮามาสต้องไม่มีที่ทางในปาเลสไตน์ ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่พันธมิตรสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนท่าที โดยปัจจุบันมีประเทศสมาชิกสหประชาชาติมากกว่า 140 ชาติจาก 193 ชาติที่ให้การรับรองปาเลสไตน์แล้ว ขณะที่ฝรั่งเศสคาดว่าจะประกาศรับรองอย่างเป็นทางการในวันนี้ ขณะที่เบลเยียม โปรตุเกส ลักเซมเบิร์ก และนิวซีแลนด์ ก็อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มจะประกาศรับรองในช่วงก่อน หรือในระหว่างการประชุมนัดพิเศษของสหประชาชาติในวันนี้ (22 ก.ย.) ที่มา CNBC  |