ECB เตรียมขึ้นดอกเบี้ยรอบ 2 ส่งสัญญาณระวังการขึ้นต่อ ท่ามกลางเงินเฟ้อยูโรโซน 3.3%
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสำคัญในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่สองนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มต้นขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อยูโรโซนยังอยู่ในระดับสูงที่ 3.3% และตลาดกำลังจับตาว่า ECB จะส่งสัญญาณอย่างไรต่อทิศทางดอกเบี้ยในรอบถัดไป โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่การขึ้นดอกเบี้ยอาจใกล้ถึงจุดสิ้นสุดในระยะอันใกล้
รายงานของ WSJ Pro ระบุว่า เงินเฟ้อรายปีของยูโรโซนในเดือนสิงหาคมแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบสามปี และยังสูงกว่าเป้าหมายของ ECB ที่ 2% อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ตลาดยังไม่เห็นสัญญาณของผลกระทบรอบสอง หรือ second-round effects ที่เงินเฟ้อจากพลังงานจะลุกลามไปสู่ค่าจ้างและราคาสินค้าอื่น ๆ แม้ราคาพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องหลังสงครามปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนจึงมองว่า การขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้อาจเป็นการขึ้นรอบสุดท้ายในช่วงเวลาอันใกล้
ผลกระทบต่อตลาดโลก
หากพิจารณาผ่านหลัก Flow Follows Yield ทิศทางของ ECB ไม่ได้ส่งผลเพียงในยุโรปเท่านั้น แต่ยังมีนัยต่อสินทรัพย์ทั่วโลกด้วย หาก ECB ส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยุโรปอาจไม่เร่งตัวขึ้นมาก และช่วยลดแรงกดดันต่อมูลค่าหุ้นเติบโต (Growth stocks) ที่อ่อนไหวต่ออัตราคิดลด (Discount rate) ได้บางส่วน
ในทางกลับกัน หากเงินเฟ้อยังคงทรงตัวในระดับสูงและ ECB จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ ต้นทุนทางการเงินโลกอาจเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกจะสูงขึ้นตามไปด้วย สถานการณ์ดังกล่าวยังอาจกระทบตลาดหุ้นไทยผ่านแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติและการโยกย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
มุมมองต่อไทยและสินทรัพย์ที่ควรจับตา
สำหรับนักลงทุนไทย ช่องทางส่งผ่านสำคัญที่ควรติดตามมีอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ ค่าเงินบาท อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทย และกระแสเงินทุนในตลาดหุ้นไทย หาก ECB เริ่มส่งสัญญาณระมัดระวังและชะลอการขึ้นดอกเบี้ย จะช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเติบโตหรือธุรกิจที่มีภาระต้นทุนทางการเงินสูง ซึ่งอาจได้รับอานิสงส์จาก sentiment ที่ผ่อนคลายลง
อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานยังไม่จางหาย หากราคาน้ำมันและพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ย่อมเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนผู้ประกอบการและเงินเฟ้อในประเทศ นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งนโยบายการเงินของยุโรปและสถานการณ์พลังงานโลกควบคู่กัน
กลยุทธ์ในสินทรัพย์ทางเลือก
ทองคำและพันธบัตรเป็นสินทรัพย์ที่ตอบสนองต่อทิศทางดอกเบี้ยค่อนข้างเร็ว หาก ECB ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำจะไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อราคาทองคำในระยะสั้น ขณะเดียวกันนักลงทุนที่ต้องการลดความผันผวนอาจทยอยกระจายความเสี่ยงไปยังตราสารหนี้คุณภาพดี เพื่อพยุงพอร์ตในช่วงที่ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอน
โดยสรุป ข่าว ECB เตรียมขึ้นดอกเบี้ยรอบสองสะท้อนภาพการต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ยังไม่จบ แม้มีสัญญาณว่าอาจเข้าใกล้ช่วงปลายของวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ย แต่ความเสี่ยงจากพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นตัวแปรสำคัญ นักลงทุนจึงควรวางพอร์ตแบบสมดุลระหว่าง หุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ เพื่อรับมือความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นต่อเนื่อง