RECAP MOTOR SHOW 2026: จับสัญญาณยอดจอง และนัยต่อเศรษฐกิจไทย

รูป RECAP MOTOR SHOW 2026: จับสัญญาณยอดจอง และนัยต่อเศรษฐกิจไทย

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -17 เม.ย. 69 15:55 น.

SCB EIC ออกบทวิเคราะห์ เรื่อง RECAP MOTOR SHOW 2026 : จับสัญญาณยอดจอง และนัยต่อเศรษฐกิจไทย

KEY SUMMARY

มหกรรม Motor Show 2026 มียอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากแรงหนุนของกระแสรถยนต์ไฟฟ้า และพฤติกรรมการเลือกซื้อรถที่เปลี่ยนไป
มหกรรม Motor Show 2026 ทำสถิติยอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.3 แสนคัน สะท้อนถึงบทบาทของค่ายผู้ผลิตรถยนต์จากจีนที่ครองส่วนแบ่งตลาดไทยมากขึ้นต่อเนื่อง เพราะกระแสความตื่นตัวต่อรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกเร่งด้วยการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันจากผลพวงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการซื้อรถของผู้บริโภคไทยก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยหันมาให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าและครบครันของเทคโนโลยี” มากกว่าการยึดติดกับแบรนด์เดิม นอกจากนี้ การที่รถ EV มักถูกเลือกเป็นพาหนะคันที่ 2+ ของครัวเรือน ยังเอื้อต่อการเปิดรับรถรุ่นใหม่ ๆ ทำให้ค่ายผู้ผลิตที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยไม่นานต่างก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

70% ของยอดจองในงาน Motor Show 2026 จะถูกส่งมอบจริง ขณะที่อานิสงส์ต่อเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มอยู่ในวงจำกัด เพราะยอดขายมาจากกลุ่มรถนำเข้าเป็นหลัก
SCB EIC ประเมินว่า อัตราการส่งมอบรถจริงภายหลังมหกรรม Motor Show 2026 จะอยู่ที่ 70% ของยอดจองทั้งหมด (เดิมอยู่ที่เฉลี่ย 75% - 80% ระหว่างปี 2022 - 2025) เนื่องจากกระบวนการอนุมัติสินเชื่อที่ยังอยู่ในเกณฑ์เข้มงวด โดยเฉพาะในกลุ่มรถ EV ที่มักมีเงื่อนไขเงินดาวน์สูงและระยะเวลาผ่อนชำระสั้น ประกอบกับความเป็นไปได้ของการยกเลิกการจองจากผู้บริโภคเอง อันเป็นผลจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ๆ ที่มีความน่าสนใจมากกว่า หรือระยะเวลาการส่งมอบที่ยาวนาน ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาเพิ่มเติม คือ ความคึกคักของตลาดรถยนต์ไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มพึ่งพายอดขายจากรถนำเข้าในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อานิสงส์ต่อมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ในวงจำกัด แม้ยอดขายรถยนต์จะขยายตัวได้ก็ตาม ขณะเดียวกัน ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุปทานชิ้นส่วนยานยนต์ โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะประกันภัย ก็จำเป็นต้องเร่งพัฒนาและปรับตัวเพื่อรองรับการเติบโตของตลาด EV และลดต้นทุนแฝงในการครอบครองรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่การสนับสนุนค่ายรถจากห่วงโซ่อุปทานดั้งเดิมให้แข่งขันได้ ก็เป็นประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กันไป
การส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างฐานการผลิต EV ในประเทศควรดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศให้สามารถเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน EV ได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน การสร้าง Level playing field ที่เหมาะสม จะช่วยให้ผู้ผลิตทั้งรายเดิมและรายใหม่สามารถแข่งขันกันอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม แนวทางดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

KEY POINTS

ยอดจอง Motor Show ปีนี้บอกอะไรเราบ้าง ?
มหกรรม Motor Show 2026 มียอดจองรถยนต์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยรถยนต์ไฟฟ้าได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย เพราะแรงหนุนของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น กอปรกับการเปิดตัว BEV รุ่นใหม่ ๆ ที่มีความหลากหลายทั้งในด้านระดับราคา รูปโฉม และเทคโนโลยีการขับขี่ งานมหกรรม Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 5 เมษายน 2026 ได้สร้างสถิติใหม่ให้กับวงการรถยนต์ไทยด้วยยอดจองรวมกว่า 1.3 แสนคัน ถือเป็นระดับสูงสุดในประวัติการณ์ อีกทั้ง ยังสะท้อนถึงพัฒนาการเชิงโครงสร้างของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบทบาทผู้ผลิตรถยนต์จากจีนที่ก้าวขึ้นมาครองส่วนแบ่งยอดจองสูงถึง 65% นำโดยผู้เล่นหลักอย่าง BYD, MG และ Changan รวมถึงแบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ต่างก็มียอดการจองเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้ง OMODA & JAECOO, XPENG และ ZEEKR

ตัวเลขการจองรถยนต์จากงานมหกรรม Motor Show 2026 นอกจากจะสะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดยานยนต์ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศแล้ว ยังถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่า จุดเปลี่ยนของตลาดรถยนต์ไทยสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนผ่านพฤติกรรมการเลือกซื้อรถยนต์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปใน 3 มิติหลัก ได้แก่

1. ต้นทุนด้านพลังงานกำลังกลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อรถยนต์
กระแสการจองรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในมหกรรม Motor Show 2026 ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากวิกฤติพลังงานอันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลให้ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศทยอยปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้ง ยังก่อให้เกิดความกังวลต่อความเพียงพอของอุปทานน้ำมันในระยะข้างหน้า ปัจจัยดังกล่าวทำให้ความได้เปรียบด้านต้นทุนพลังงานของรถยนต์ไฟฟ้าชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดย SCB EIC ประเมินว่า ภายใต้ค่าไฟบ้านแบบ TOU และราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ณ วันที่ 16 เมษายน 2026 ค่าใช้จ่ายการชาร์จไฟฟ้ารถ EV อยู่ที่ 0.5 บาทต่อกิโลเมตร

ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงของรถสันดาปเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 บาทต่อกิโลเมตร (จากเดิม 1.7 บาทต่อกิโลเมตร ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา) ดังนั้น ความน่าสนใจของรถยนต์ไฟฟ้าจึงเพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มราคาน้ำมันที่อยู่ในช่วงขาขึ้น และถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเร่งที่ผลักดันให้ตลาดรถยนต์ไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว

2. Brand loyalty ได้ถูกแทนที่ด้วยความหลากหลายของตัวเลือกใหม่ ๆ
การเข้ามาของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนได้เพิ่มความหลากหลายของตัวเลือกในตลาดรถยนต์ไทย โดยเฉพาะกลุ่มรถขนาดเล็ก (City car) ที่มีการเปิดตัวโมเดล BEV รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมราคาจำหน่ายเริ่มต้นเฉลี่ยเพียง 5.5 แสนบาทต่อคัน ต่ำกว่ารถยนต์จากค่ายญี่ปุ่นที่มีราคาเฉลี่ยประมาณ 7 แสนบาทต่อคัน อีกทั้ง หากเป็นรุ่นไฮบริด ราคาก็จะสูงขึ้นอีกราว 20–25% นอกจากนี้ การนำเสนอเทคโนโลยี ฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัยและครบครันในระดับราคาที่เข้าถึงง่าย ก็ยิ่งกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภคให้มีการเปิดรับรถยนต์ไฟฟ้าในวงกว้าง ในทางกลับกัน ผู้ผลิตรถยนต์เจ้าตลาดเดิมบางส่วนปรับตัวต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าได้ค่อนข้างช้า โดยยังคงนำเสนอเพียงรถยนต์สันดาปเป็นหลัก รวมถึงเน้นการปรับโฉมแบบ Minor change ที่ไม่ได้สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน

ภายใต้บริบทดังกล่าว ความภักดีต่อแบรนด์ (Brand loyalty) ของผู้บริโภคไทยจึงมีแนวโน้มทยอยปรับลดลง และถูกแทนที่ด้วยการตัดสินใจซื้อที่หันมาให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” โดยเฉพาะการเข้าถึงรถยนต์ในระดับราคาที่จับต้องได้ ควบคู่กับความทันสมัยและความครบครันของเทคโนโลยี ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ผู้ผลิตรถยนต์เจ้าตลาดเดิมบางส่วนจะเผชิญกับยอดจองในงาน Motor Show ที่ปรับลดลง โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่มีการเปิดตัวรถพลังงานทางเลือก (xEV) หรือไม่มีโมเดลใหม่เข้าสู่ตลาดในช่วงที่ผ่านมา

3. Risk Buffer ในการซื้อ EV ของผู้บริโภคไทยสูงขึ้น
ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในไทยได้ไม่นานกลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลามในมหกรรม Motor Show ครั้งนี้ อาทิ OMODA & JAECOO, Chery และ Geely ซึ่งมียอดจองรวมกันถึงกว่า 3.6 หมื่นคัน ทั้งที่ผู้ผลิตบางรายยังไม่ได้เริ่มสายการผลิตในประเทศ หรือยังอยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนในไทย ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้บริโภคชาวไทยมีความกล้าตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น แม้ยังมีความไม่แน่นอนด้านบริการหลังการขาย อุปทานอะไหล่ยนต์ และความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจในระยะยาว โดยปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการเปิดรับแบรนด์ EV รายใหม่ ๆ เป็นผลจากผู้จองรถยนต์ไฟฟ้ากลุ่มนี้มักครอบครองรถยนต์สันดาปอยู่เดิม และเลือกซื้อ EV เป็นรถคันที่ 2 หรือคันถัดไปของครัวเรือน เพื่อใช้สำหรับการเดินทางระยะสั้น เช่น ไปทำงาน การจับจ่ายใช้สอย หรือการรับ-ส่งในเขตเมือง ลักษณะดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคสามารถรองรับความเสี่ยงได้มากขึ้น เนื่องจากยังคงมีรถยนต์สันดาปไว้ใช้สำรอง ในทางกลับกัน ผู้บริโภคที่พิจารณาซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเป็นพาหนะหลักของครัวเรือน มักให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของแบรนด์ บริการหลังการขาย และความพร้อมของเครือข่ายศูนย์บริการ ส่งผลให้มีแนวโน้มเลือกซื้อจากค่ายที่มีฐานการผลิต ดำเนินธุรกิจในไทยมาระยะหนึ่ง และมีห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศรองรับอย่างชัดเจน เช่น BYD, MG และ GWM เป็นต้น

สิ่งที่ต้องติดตามหลังงาน Motor Show 2026
ความคึกคักที่เกิดขึ้นในมหกรรม Motor Show สะท้อนเพียงส่วนหนึ่งของอุปสงค์ในตลาดรถยนต์ไทย อีกทั้ง ยอดจองที่เกิดขึ้นก็ยังไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจริงได้ งาน Motor Show ที่จัดขึ้นในแต่ละปี ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความคึกคักของกำลังซื้อและระดับความตื่นตัวต่อเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้เข้าชมและผู้ที่ตัดสินใจจองรถภายในงานยังคงกระจุกตัวอยู่ในผู้บริโภคเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก โดยมักมุ่งเน้นไปที่ตลาดรถยนต์นั่งหรือรถใช้ในครัวเรือน ทั้งนี้ การที่ยอดจองรถยนต์ภายในงานทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคไทยส่วนหนึ่งให้ความสนใจในรถยนต์กลุ่มพลังงานทางเลือกมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามในระยะถัดไป คือ การส่งผ่านความคึกคักภายในงานไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ซึ่งพิจารณาได้จาก 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. อัตราการส่งมอบรถยนต์จริงภายหลังมหกรรม Motor Show สิ้นสุดลง
แม้ว่าการจองรถยนต์ภายในมหกรรม Motor Show 2026 จะมีความคึกคักอย่างมาก แต่ยังไม่สามารถการันตีได้ว่ายอดขายจะเกิดขึ้นได้ทั้งหมด เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้คำนึงถึง 1) อัตราการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งพิจารณาทั้งจากคุณสมบัติทางการเงินของผู้กู้ ภาวะเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่กระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ รวมถึงมูลค่าหลักประกันของรถยนต์ และ 2) อัตราการยกเลิกการจองโดยผู้บริโภคเองที่อาจเกิดจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่มีความน่าสนใจมากกว่า ความไม่แน่นอนของกำลังซื้อ ตลอดจนระยะเวลาการส่งมอบรถที่ยาวนาน

SCB EIC ประเมินว่า การส่งมอบรถยนต์ที่เกิดขึ้นจริงจะอยู่ที่ประมาณ 9.1 หมื่นคัน หรือ 70% ของจำนวนการจองทั้งหมด (ลดลงเล็กน้อยจากค่าเฉลี่ยการส่งมอบเดิมในอดีตที่ราว 75% - 80% ในช่วงปี 2022 - 2025) โดยปริมาณการส่งมอบนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14% ของประมาณการยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2026 ที่ 6.17 แสนคัน และคาดว่าจะสามารถทยอยส่งมอบได้เป็นส่วนใหญ่ภายในเดือนกรกฎาคม 2026 ทั้งนี้เมื่อพิจารณาแยกตามประเภทรถ พบว่า อัตราการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มต่ำกว่ารถสันดาป เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากกว่า โดยมักกำหนดอัตราเงินดาวน์สูงและระยะเวลาผ่อนชำระที่สั้นลง เพื่อรองรับความเสี่ยงจากการเสื่อมมูลค่าอันเป็นผลจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง รวมถึงความไม่แน่นอนของแบรนด์ผู้ผลิตบางราย นอกจากนี้ รถ EV โดยเฉพาะกลุ่มนำเข้า มักมีระยะเวลาการส่งมอบที่ยาวนานกว่า ซึ่งเพิ่มโอกาสในการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของผู้บริโภคในระหว่างรอรับรถ ในทางกลับกัน รถยนต์สันดาปมีความได้เปรียบในด้านอัตราการส่งมอบจากความคุ้นเคยของทั้งผู้บริโภคและสถาบันการเงิน รวมถึงความพร้อมของสต็อกสินค้าและเครือข่ายการผลิต ส่งผลให้กระบวนการอนุมัติสินเชื่อและการส่งมอบสามารถดำเนินได้รวดเร็วและมีความแน่นอนมากกว่า 

2. อานิสงส์ต่อมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอยู่ในวงจำกัด เมื่อรถนำเข้าได้รับความนิยมมากขึ้น
การเปิดตัว EV รุ่นใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภคถือเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก สะท้อนจากสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของการจองภายในงาน Motor Show 2026 มาจากค่ายรถใหม่ที่นำเข้ารถมาทำตลาดในประเทศไทยเป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี ทั้งนี้การใช้กลยุทธ์ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยยังคงพึ่งพารถนำเข้าในระดับสูง โดยในปี 2025 ประเทศไทยมีการนำเข้ารถ EV เพื่อจำหน่ายในประเทศไม่น้อยกว่า 6 หมื่นคัน แม้ว่าปริมาณการผลิต EV ภายในประเทศจะขยายตัวอย่างก้าวกระโดดสู่ระดับ 7 หมื่นคัน (เพิ่มขึ้น 800%YOY) แต่เมื่อเทียบกับความต้องการรวมทั้งในประเทศและการส่งออกที่สูงถึง 1.3 แสนคัน พบว่า อุปทานจากการผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ และไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม 

แม้ว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศจะมีแนวโน้มฟื้นตัวได้จากแรงหนุนของกระแสนิยมยานยนต์ไฟฟ้า แต่อานิสงส์ต่อมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของไทยอาจเกิดขึ้นอย่างจำกัด เนื่องจาก 1) สัดส่วนรถนำเข้ายังอยู่ในระดับสูง และ 2) การผลิตรถ EV ของไทยใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศ (Local content) ในสัดส่วนค่อนข้างต่ำ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40% ขณะที่รถยนต์สันดาปและรถยนต์ไฮบริดมีสัดส่วนการใช้ Local content สูงถึงราว 80% ของมูลค่าการผลิตทั้งหมด1 ทั้งนี้เมื่อบทบาทของรถยนต์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้สูงกำลังถูกทดแทนด้วยความนิยมของรถ EV ดังนั้น การเร่งดึงดูดการลงทุนเพื่อสร้างฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจึงต้องดำเนินควบคู่ไปกับการกำหนดและติดตามสัดส่วนการใช้ Local content อย่างเข้มงวด รวมถึงการสร้าง Level playing field เพื่อให้ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมสามารถแข่งขันและปรับตัวได้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม โดยเฉพาะในช่วงการเปลี่ยนผ่านอันจะช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกมิติ

3. ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนแฝงในการครอบครองรถ EV
SCB EIC คาดการณ์ว่า จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าสะสมบนท้องถนนไทยในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นสู่ 4.3 แสนคัน และสามารถครองส่วนแบ่งได้มากถึง 1 ใน 4 ของยอดขายรถยนต์ในประเทศทั้งหมด อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานในประเทศสำหรับรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ซึ่งองค์ประกอบสำคัญที่เร่งพัฒนาประกอบด้วย 3 ด้านสำคัญ ดังนี้

3.1 อุปทานชิ้นส่วนและอะไหล่ยนต์ EV ที่ผลิตในประเทศ
แม้ไทยจะมีธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มากกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ แต่มีเพียงผู้ประกอบการขนาดใหญ่บางส่วนเท่านั้นที่สามารถก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน EV ได้ ส่งผลให้ปัจจุบันเรายังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญและอะไหล่ของรถ EV ในเกือบทุกหมวด อาทิ แบตเตอรี่ มอเตอร์ ระบบควบคุมไฟฟ้า รวมถึงชิ้นส่วนตัวถังอีกหลากหลายประเภท ซึ่งการพึ่งพาชิ้นส่วนนำเข้าทำให้กระบวนการจัดหาอะไหล่ยนต์ใช้ระยะเวลายาวนานกว่ารถสันดาปและไฮบริดซึ่งมีเครือข่ายผู้ผลิตในประเทศที่พร้อมและครอบคลุมมากกว่า ก่อให้เกิดต้นทุนแฝงแก่ผู้บริโภคในระยะยาว ดังนั้น การพัฒนา EV ecosystem ของไทยจึงควรมุ่งเน้นการยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ผ่านมาตรการสนับสนุนด้านการปรับปรุงเทคโนโลยี ถ่ายทอดองค์ความรู้ และยกระดับมาตรฐานการผลิต เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน EV ในระดับสากลได้มากขึ้น

3.2 โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ
สถานีชาร์จสาธารณะในประเทศไทย ณ ปี 2025 กระจายทั่วประเทศมากกว่า 4.6 พันแห่ง โดยมีสัดส่วนการรองรับอยู่ที่ประมาณ 1 สถานีต่อรถ EV 20 คัน นับว่าค่อนข้างแออัดเมื่อเทียบกับประเทศจีน สิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ราว 10–15 คันต่อสถานี2 อีกทั้ง ยังสะท้อนว่า การขยายตัวของสถานีชาร์จสาธารณะอาจไม่ทันกับจำนวนรถ EV ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าผู้ใช้รถ EV ส่วนใหญ่จะพึ่งพาการชาร์จจากที่อยู่อาศัยเป็นหลัก แต่ข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะมีแนวโน้มจะชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีความต้องการใช้งานพร้อมกัน เช่น วันหยุดยาวหรือเทศกาล ซึ่งจะกระทบต่อประสบการณ์การใช้งานของผู้บริโภคในระยะถัดไป ด้วยเหตุนี้ การเร่งขยายเครือข่ายสถานีชาร์จสาธารณะจึงต้องอาศัย มาตรการจูงใจการลงทุนจากภาครัฐ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของภาคเอกชน อาทิ ระบบ Fast charge และ Smart charging เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสามารถรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

3.3 ประกันภัยรถยนต์ EV
ประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นต้นทุนระยะยาวที่ผู้บริโภคต้องแบกรับ โดยปัจจุบันค่าเบี้ยประกันของรถ EV ถือว่าอยู่ในระดับสูง และมีตัวเลือกบริษัทประกันภัยค่อนข้างจำกัด โดยรถ EV ในกลุ่ม Mass market (ราคาต่ำกว่า 8 ล้านบาท) มีค่าเบี้ยประกันชั้นหนึ่งเฉลี่ยประมาณ 26,000 บาทต่อปี สูงกว่ารถยนต์สันดาปและรถยนต์ไฮบริดเกือบเท่าตัว3 ปัจจัยสำคัญมาจากความกังวลของบริษัทประกันภัยต่อมูลค่าหลักประกันและต้นทุนการซ่อมที่อยู่ในระดับสูง ทั้งนี้แนวทางที่จะช่วยให้เบี้ยประกันภัย EV ปรับลดลงและเอื้อให้มีผู้เล่นในตลาดเพิ่มขึ้น สามารถเกิดขึ้นได้หากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประเมินทุนประกันครบถ้วนและคาดการณ์ได้ง่าย ทั้งในด้านต้นทุนและระยะเวลาการซ่อม รวมถึงความถี่ของการเคลม ไม่เพียงเท่านี้การเพิ่มความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานอะไหล่และศูนย์ซ่อมในประเทศ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้สอดคล้องกับลักษณะความเสี่ยงของรถ EV ก็จะมีส่วนช่วยลดความไม่แน่นอนและส่งเสริมการแข่งขันในตลาดประกันภัยในระยะยาว

มหกรรม Motor Show 2026 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความตื่นตัวและพฤติกรรมการเลือกซื้อรถยนต์ของผู้บริโภคไทยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยหันมาให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าและความครบครันของเทคโนโลยี” มากกว่าการยึดติดกับแบรนด์เป็นหลัก กอปรกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าก็กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจากแรงหนุนของราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตของอุปสงค์นี้ก็นำมาซึ่งความเสี่ยงที่ผู้บริโภคต้องแบกรับ โดยเฉพาะในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานในประเทศยังไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเท่าทัน ดังนั้น ความคึกคักของตลาดรถยนต์ไทยที่เกิดขึ้นอาจสะท้อนเพียงการขยายตัวของยอดขาย มากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง หากไทยไม่สามารถเร่งยกระดับการผลิตและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศให้เกิดขึ้นอย่างครบวงจร

บทวิเคราะห์โดย... https://www.scbeic.com/th/detail/product/MotorShow2026-170426

ผู้เขียนบทวิเคราะห์
ฐิตา เภกานนท์
(tita.phekanonth@scb.co.th)
นักวิเคราะห์อาวุโส



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ชุติมา มุสิกะเจริญ

ชุติมา มุสิกะเจริญ

RECAP MOTOR SHOW 2026: จับสัญญาณยอดจอง และนัยต่อเศรษฐกิจไทย