| ตลอดช่วง 17 เดือนที่ผ่านมา หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้มาตรการภาษีกดดันเศรษฐกิจแคนาดาหลายระลอก นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ มักย้ำหลักคิดที่ใช้เป็นแนวทางในการเจรจากับสหรัฐฯ ว่า “การไม่มีข้อตกลง ยังดีกว่าได้ข้อตกลงที่แย่” และเวลานี้ ผู้นำแคนาดากำลังนำหลักคิดดังกล่าวมาทดสอบ หลังการเจรจาการค้าเกือบ 1 เดือน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีสินค้าจากแคนาดาเพิ่มเติม คาร์นีย์ตัดสินใจถอนตัวจากข้อตกลงในช่วงนาทีสุดท้ายของคืนวันศุกร์ (21 ส.ค.) ส่งผลให้สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้ภาษี 50% กับสินค้าจากแคนาดามูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ “เราไม่สามารถยอมรับข้อเสนอที่พวกเขายื่น และเราจะไม่มอบสิ่งที่พวกเขาเรียกร้อง” คาร์นีย์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันเสาร์ พร้อมให้คำมั่นว่าจะตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีสินค้าสหรัฐฯ ในอัตราเท่ากันแบบดอลลาร์ต่อดอลลาร์ “เป้าหมายของเราคือการได้ข้อตกลงที่ดีที่สุดสำหรับชาวแคนาดามาโดยตลอด ไม่ใช่การได้ข้อตกลงไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร หรือภายในกรอบเวลาใดก็ตาม” การเลือกปฏิเสธแทนที่จะยอมรับสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขจากสหรัฐฯ อย่างไม่เป็นธรรมในช่วงท้ายของการเจรจา ทำให้คาร์นีย์เลือกเส้นทางที่แตกต่างจากพันธมิตรสหรัฐฯ รายอื่น ซึ่งเร่งทำข้อตกลงการค้ากับทรัมป์ โดยข้อตกลงบางฉบับถูกวิจารณ์ว่าเอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ มากเกินไป แนวทางดังกล่าวได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากชาวแคนาดา รวมถึงฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของคาร์นีย์เอง อย่างไรก็ตาม การเดิมพันครั้งนี้มีความเสี่ยง เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของแคนาดา และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของความสัมพันธ์ทางการค้ากำลังกดดันความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ ในช่วงที่ผู้นำแคนาดาพยายามดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ บทวิเคราะห์ของ The Wall Street Journal ตั้งข้อสังเกตว่า คำถามสำคัญในเวลานี้คือ ชาวแคนาดาจะยอมแบกรับต้นทุนจากจุดยืนดังกล่าวได้นานเพียงใด กระแสหนุนคาร์นีย์ แต่ต้นทุนเศรษฐกิจอาจเปลี่ยนมุมมองประชาชน เดวิด โคเล็ตโต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Abacus Data บริษัทสำรวจความคิดเห็นในแคนาดา กล่าวว่า “ชาวแคนาดาส่วนใหญ่พร้อมสนับสนุนจุดยืนที่แข็งกร้าว แต่หากการสนับสนุนเริ่มลดลง นั่นเป็นเพราะภาษีเริ่มส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจแคนาดา และการตอบโต้เริ่มทำให้ราคาสินค้าที่ชาวแคนาดาจำเป็นต้องใช้ปรับตัวสูงขึ้น” ผลสำรวจระบุว่า ชาวแคนาดาส่วนใหญ่ไม่พอใจกับมาตรการภาษีของทรัมป์ รวมถึงคำพูดหลายครั้งที่สื่อไปในทางแคนาดาอาจกลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ และสนับสนุนให้รัฐบาลใช้จุดยืนที่แข็งกร้าวในการเจรจากับสหรัฐฯ นอกจากนี้ ชาวแคนาดายังไม่เชื่อมั่นว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะยึดมั่นในเงื่อนไขของข้อตกลง คาร์นีย์ยังคงได้รับคะแนนนิยมในระดับสูง โดยสถาบัน Angus Reid Institute รายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่า มากกว่า 75% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วยกับการตัดสินใจปฏิเสธการเจรจา แม้เกือบ 90% จะกังวลเกี่ยวกับต้นทุนทางเศรษฐกิจ ขณะที่ผลสำรวจของ Abacus Data เมื่อสัปดาห์ก่อนพบว่า มีเพียง 18% ที่สนับสนุนให้รัฐบาลยอมอ่อนข้อเพื่อแลกกับการบรรลุข้อตกลง ปิแอร์ ปัวลิแยฟร์ ผู้นำพรรคอนุรักษนิยมของแคนาดา รวมถึงผู้นำรัฐบาลระดับมณฑลจากหลายขั้วการเมือง ต่างออกมาสนับสนุนคาร์นีย์ แม้บางส่วนจะตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการตอบโต้ และเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงถึงสาเหตุที่ทำให้การเจรจาล้มเหลว ภาษีรอบใหม่กระทบส่งออกแคนาดา 5% ทรัมป์อาศัยอำนาจภายใต้กฎหมาย Tariff Act ปี 1930 ที่ไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน เพื่อเก็บภาษีรอบใหม่กับสินค้าแคนาดา ซึ่งต่างจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในรอบก่อน เนื่องจากครั้งนี้ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทรัมป์เป็นผู้เจรจาในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก มาตรการภาษีครั้งนี้ครอบคลุมสินค้า 5% ที่แคนาดาส่งออกไปยังสหรัฐฯ และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของแคนาดาไม่มากนัก แต่จะสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อบางอุตสาหกรรม โรเบิร์ต คาฟซิก นักเศรษฐศาสตร์จาก BMO Capital Markets กล่าวว่า ผู้ผลิตพลาสติก เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ และเครื่องจักรของแคนาดาจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ขณะที่มาตรการภาษีจะสร้างแรงกดดันอย่างไม่สมดุลต่อมณฑลที่ประกาศห้ามนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ คาฟซิกกล่าวว่า เมื่อพิจารณาโดยรวม การเรียกเก็บภาษีรอบใหม่ดูเหมือนจะอยู่ในระดับที่เศรษฐกิจแคนาดาสามารถรับมือได้ และจะทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยที่แท้จริงของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจากแคนาดาเพิ่มขึ้นเป็น 7.5% จากประมาณ 5% แต่จะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นที่มีต่อความสัมพันธ์ทางการค้ามากขึ้น และจะกระทบถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางอาจประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจต่อไป โดยการลงทุนของภาคธุรกิจลดลงติดต่อกัน 5 ไตรมาสแล้ว หลังบริษัทต่าง ๆ ลดขนาดหรือยกเลิกแผนการใช้จ่ายด้านเงินทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูง แคนาดาเตรียมตอบโต้ กระทบราคาสินค้านำเข้า นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า มาตรการภาษีตอบโต้ของแคนาดาต่อสินค้าสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 8 ก.ย. จะสร้างผลกระทบต่อชาวแคนาดาเช่นกัน เนื่องจากจะทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ สูงขึ้น และซ้ำเติมเศรษฐกิจแคนาดาซึ่งเล็กกว่าสหรัฐฯ มาก คาร์นีย์ กล่าวว่า การตัดสินใจเก็บภาษีตอบโต้เป็นสิ่งที่เขาไม่เต็มใจ และยอมรับว่ามาตรการนี้จะทำให้ต้นทุนของชาวแคนาดาสูงขึ้น โดยเมื่อปีที่แล้ว เขาได้ยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ส่วนใหญ่ที่รัฐบาลของจัสติน ทรูโด อดีตนายกรัฐมนตรีเคยประกาศใช้ เดินหน้าลดการพึ่งพาสหรัฐฯ คาร์นีย์ ซึ่งเคยเป็นทั้งผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดาและสหราชอาณาจักร ได้รับเสียงชื่นชมจากบทบาทในการนำทั้งสองประเทศผ่านวิกฤตการเงินโลกปี 2008 และกระบวนการ Brexit ก่อนก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแคนาดาเมื่อปีที่แล้ว ด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์ของผู้บริหารจัดการวิกฤตมากประสบการณ์ และพร้อมรับมือกับภัยคุกคามจากทรัมป์ที่มีต่อแคนาดา “ไม่มีวิกฤต ก็ไม่มีคาร์นีย์” คือประโยคที่เขาใช้ระหว่างการหาเสียง นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คาร์นีย์พยายามกระจายความเสี่ยงของเศรษฐกิจแคนาดาซึ่งพึ่งพาการส่งออก ด้วยการลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อส่งน้ำมันและท่าเรือ เพื่อเปิดทางให้สินค้าของแคนาดาเข้าสู่ตลาดใหม่ ๆ เปิดเงื่อนไขลดภาษี แลกแคนาดายอมถอย - ภาคธุรกิจเตือนบั่นทอนการแข่งขันในระยะยาว ก่อนการเจรจาการค้าจะล่มลงในช่วงนาทีสุดท้าย ดูเหมือนคาร์นีย์กำลังเผชิญบททดสอบจากหลายฝั่ง ทั้งการโน้มน้าวประชาชนให้ยอมรับข้อตกลงที่รัฐบาลต้องยอมอ่อนข้อหลายด้าน เพื่อแลกกับการลดภาษี ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว สหรัฐฯ จะลดภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจากแคนาดาจาก 50% เหลือ 25% และลดอัตราภาษีรถยนต์จาก 25% เหลือ 15% เพื่อแลกกับการที่คาร์นีย์จะยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้บางส่วน และผลักดันให้ผู้นำรัฐบาลระดับมณฑลยุติการห้ามนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ เมื่อรายละเอียดของข้อตกลงเริ่มปรากฏออกมา ผู้นำรัฐบาลระดับมณฑล นักธุรกิจ และกลุ่มอุตสาหกรรมต่างตั้งคำถามว่า ข้อตกลงดังกล่าวคุ้มค่ากับการยอมรับหรือไม่ และเตือนว่าข้อตกลงนี้จะทำให้อัตราภาษีถูกล็อกไว้ในระดับที่สูงเกินไปต่อการแข่งขันในระยะยาว และมีโอกาสน้อยที่จะกลับมาเจรจาลดภาษีในอนาคต ภาคธุรกิจและผู้นำรัฐบาลระดับมณฑลของแคนาดาแย้งว่า รัฐบาลกำลังยอมสละอำนาจต่อรองมากเกินไป ก่อนการทบทวนข้อตกลง USMCA ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่งคั่งของประเทศ โดยคาร์นีย์จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้นำรัฐบาลระดับมณฑลเพื่อยกเลิกมาตรการจำกัดการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ “สิ่งที่แคนาดาจะต้องยอมแลกนั้น ไม่สามารถยอมรับได้” ไดมอนด์ อิซิงเกอร์ ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาในสมัยทรูโดกล่าว ที่มา The Wall Street Journal อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock |